
กัณฑรัตน์ เจิมจิตรผ่อง
“กัณฑรัตน์ เจิมจิตรผ่อง” เป็นผู้บริหารสาวสวยที่ไม่เพียงทะนุถนอมความงามเอาไว้อย่างคงทน แต่ยังรักษาเงินทองเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่นอีกด้วย..
“กัณฑรัตน์ เจิมจิตรผ่อง” ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบัตรกรุงไทย หรือ เคทีซี เธอไม่ได้เป็นผู้หญิงประเภทตระหนี่ถี่เหนียว กระเบียดกระเสียรจนถึงขั้นไม่ใช้เงินทองเลย แต่จัดว่าเป็นผู้หญิงที่รู้จักใช้เงินคนหนึ่งเลยทีเดียว กัณฑรัตน์ บอกว่าตลอดทุกช่วงชีวิตของเธอ ไม่เคยประมาทในเรื่องการใช้เงินทอง
แม้พื้นฐานครอบครัวจะอยู่ในเกณฑ์ที่อยู่กินสบายไม่เดือดร้อน แต่เติบโตโดยใช้เงินอย่างระมัดระวังมาโดยตลอด นั่นทำให้ชีวิตนี้ยังไม่เคยคบหากับคำว่า “จน”
“เป็นคนชอบวางแผน ทั้งวางแผนชีวิต วางแผนเรื่องเงิน มีเป้าหมาย และคิดต่อยอดเงินทองอยู่ตลอด ยิ่งพอใช้จ่ายน้อย ไม่ค่อยชอบใช้เงิน ก็เลยคิดหาทางเอาเงินไปลงทุนมากกว่า ซึ่งโดยปกติเป็นคนใช้ชีวิตและใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง ดูรายรับรายจ่ายตลอด เราก็มานั่งคิดว่าตอนนี้เราอาจจะทำงานในบริษัทแต่ วันหนึ่งเราอยากทำอะไรของตัวเองบ้าง ก็จะมองไปข้างหน้าว่าเราน่าจะเลิกทำงานประจำตอนไหน หรือจะอยู่อีกกี่ปี คิดไปจนถึงอนาคตในช่วงวัยเกษียณว่าถ้าสมมติว่าเราเกิดอายุยืนยาว ก็ต้องวางแผนว่าหลังเกษียณจะใช้เงินเดือนละเท่าไร ดังนั้น ตอนนี้เราควรมีเงินเก็บเท่าไรถึงจะพอ แต่พอถึงวัยนั้นคงไม่ได้ใช้จ่ายอะไรมากเท่าไร น่าจะคิดถึงเรื่องสุขภาพมากกว่า”
วิธีการต่อยอดเงินทองของกัณฑรัตน์นั้น เธอบอกว่าทุกอย่างเคลื่อนไปตามวัยและรายได้ เช่นตอนเด็กๆ ก็มีวิธีเก็บออมแบบเด็กๆ ฝากแบงก์บ้าง พอโตมานิด ก็ฝากแม่ซื้อหุ้นบ้าง เพราะเห็นแม่ลงทุนในตลาดหุ้น จวบจนกระทั่งในปัจจุบันก็กระจายการลงทุนไปในหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนใน กองทุนประหยัดภาษีทั้งอาร์เอ็มเอฟและแอลทีเอฟ และการทำประกันชีวิต
“ทุกวันนี้ทำเฉพาะประกันชีวิต ไม่ทำประกันสุขภาพ เพราะเคทีซีมีประกันสุขภาพให้พนักงานที่ดีอยู่แล้ว ก็เลยคิดว่าไม่จำเป็นต้องทำซ้ำซ้อนกันอีก”
นอกจากนี้ กัณฑรัตน์ยังลงทุนในตลาดหุ้น เธอบอกว่าก็คงเหมือนนักลงทุนคนอื่นๆ ที่เลือกลงทุนเฉพาะในหุ้นพื้นฐานดี จะได้เป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงเอาไว้ก่อน ซึ่งที่ผ่านมายังไม่ค่อยมีประสบการณ์ผิดพลาดจากตลาดหุ้นเท่าไรนัก โดยในเรื่องการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นั้น ก็มีหลักอย่างหนึ่งว่า ถ้าจะลงทุน แล้วสมมติพรุ่งนี้เราต้องปลดหนี้ก้อนนี้ เราต้องมีเงินจ่าย ไม่อย่างนั้นจะเครียด พูดง่ายๆ คือมีเงินสำรองติดตัวไว้ตลอดในจำนวนพอสมควร เพราะสินทรัพย์ใหญ่ มักจะแปลงเป็นเงินสดยาก
“ที่ผ่านมา อาจจะมีซื้อหุ้นตอนแพงบ้าง แต่เราก็ยังไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดพลาด เพราะเป็นการลงทุนระยะยาว ถึงหุ้นจะตกลงไปบ้าง แต่ก็รอได้ เพราะหุ้นพื้นฐานดี มีเงินปันผล ที่เล่นหุ้นเพราะโดยพื้นฐานเป็นคนชอบความเสี่ยงและชอบความตื่นเต้นอยู่บ้าง แต่เวลาลงทุนจะต้องเป็นเงินเย็นเท่านั้น เพราะมองว่าตลาดหุ้นเมืองไทยเป็นตลาดที่ขึ้นอยู่กับจิตวิทยาของคน เราจึงเลือกลงทุนในหุ้นพื้นฐานจริงๆ เพราะหากเกิดอะไรขึ้นอย่างน้อยเราก็ได้รับผลตอบแทนในรูปเงินปันผล และรอคอยจนกว่าหุ้นจะขึ้นมาได้”
กัณฑรัตน์ บอกว่า พอร์ตการลงทุนส่วนใหญ่ของเธออยู่ในอสังหาริมทรัพย์มากที่สุด นั่นอาจจะเป็นเพราะได้รับการบ่มเพาะจากครอบครัวมาตั้งแต่เด็กในเรื่องการลงทุนประเภทนี้ จึงรู้สึกว่าเป็นการลงทุนที่ถูกจริตที่สุด
“ตอนนี้ถ้าไล่เรียงดูในพอร์ต อสังหาฯ จะเยอะสุด มีทั้งซื้อคอนโดมิเนียมเอาไว้ปล่อยเช่าบนถนนสุขุมวิท 2 ที่ ซึ่งก็เวิร์คมาก เพราะมีคนเช่าตลอด เนื่องจากอยู่ในทำเลดี เราก็เอาค่าเช่ารายเดือนมาผ่อนกับธนาคาร นอกจากนี้ก็สะสมที่ดินเอาไว้บ้าง เราก็คอยสอดส่องดูที่ดินราคาถูกของพวกบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่เขาเอามาลดราคา นอกจากนี้ ตอนนี้ก็มีแผนทำโฮสเทลเล็กๆ กับครอบครัวแถวสีลม และน้องสาวก็กำลังทำโรงแรมริมแม่น้ำปิงที่เชียงใหม่ จะเห็นว่าเป็นครอบครัวที่ชื่นชอบการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งทุกวันนี้พยายามเรียนรู้ทุกสิ่งอย่าง หาข้อมูลหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อยู่ตลอดเวลา ข้อสำคัญคือจะให้ความสำคัญกับเรื่องคอนเน็คชั่น เพราะเมืองไทย ความสัมพันธ์ส่วนบุคคลเป็นเรื่องจำเป็น ดังนั้นชีวิตทุกวันนี้จึงไม่ขี้เกียจที่จะออกไปพบปะและทำความรู้จักกับผู้คน”
กัณฑรัตน์ บอกว่า ทุกวันนี้เธอไม่เคยปล่อยให้เงินอยู่เฉยๆ ยังคงให้เงินทำงานอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน นั่นทำให้ฐานะการเงินไม่เคยสั่นคลอนแม้ต้องเผชิญหน้ากับภาวะเศรษฐกิจวิกฤติหลายครั้ง ทุกวันนี้ ยังคงใช้ชีวิตแบบพอดีๆ ไม่ใช้แบบหน้ามืด ใช้เงินให้ชีวิตมีความสุขทั้งวันนี้และวันหน้า
ทุกช่วงของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิต ใช้เงิน เธอจะใช้สติกำกับตลอด จะซื้ออะไร จะขายอะไร จะทำธุรกิจอะไร การทำงานก็ล้วนแต่ต้องยึดสติเป็นที่ตั้ง การมีสติทำให้เรายั้งคิดในทุกเรื่อง และเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญที่จะถนอมความมั่งคั่งให้ยั่งยืน

RSS Feed
Twitter
Posted in 