<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Living Tech</title>
	<atom:link href="http://www.livingtech.in.th/?feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.livingtech.in.th</link>
	<description>Just another WordPress site</description>
	<lastBuildDate>Sat, 04 Sep 2010 06:01:18 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0</generator>
		<item>
		<title>ตลาดบริหารอาคารบูม รับกระแสอาคารสีเขียว</title>
		<link>http://www.livingtech.in.th/?p=174</link>
		<comments>http://www.livingtech.in.th/?p=174#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 04 Sep 2010 06:01:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Living]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livingtech.in.th/?p=174</guid>
		<description><![CDATA[เทรนด์อาคารสี เขียวมาแรง ส่งผลธุรกิจบริหารอาคารสดใส โจนส์ แลงฯชี้มีโครงการคอนโดก่อสร้างเสร็จในอีก 2-3 ปีข้างหน้าจ่อเข้าตลาดอีก 105 อาคาร เผยอาคารสี เขียวได้รับความนิยมจากผู้เช่าต่างชาติสูง แนะรัฐนำมาตรการ &#8220;ลดภาษี&#8221; สร้างแรงจูงใจ ขณะที่อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่นฯ เตรียมจัดงานใหญ่ “BMAM EXPO ASIA 2010” โชว์นวัตกรรมบริหารอาคาร ดึง 26 ประเทศเข้าร่วม นางสุพิน มีชูชีพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงธุรกิจการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์-อาคาร มีแนวโน้มขยายตัวตามการเติบโตธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่เจ้าของอาคารเองก็หันมาให้บริษัทรับบริหารจัดการแทน เพื่อรักษาผู้เช่าหรือผู้อยู่อาศัยในอาคาร ทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าของอาคารให้สามารถปรับขึ้นราคาค่าเช่าได้ อย่างไรก็ดี ช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีอาคารสูงเข้ามาสู่ตลาดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จำนวน 425 อาคาร ส่วนที่เป็นอาคารที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมมี 244 อาคาร ทำให้มีอาคารสูงรวมเป็น 495 อาคารและในอีก 2-3 ปีข้างหน้าจะมีอาคารคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จเข้ามาสู่ตลาดอีก 105 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="wp-caption aligncenter" style="width: 470px"><img title="สุพิน มีชูชีพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย)" src="http://www.bangkokbiznews.com/home/media/2010/09/02/images/news_img_351176_1.jpg" alt="" width="460" height="305" /><p class="wp-caption-text">สุพิน มีชูชีพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย)</p></div>
<p>เทรนด์อาคารสี เขียวมาแรง ส่งผลธุรกิจบริหารอาคารสดใส โจนส์ แลงฯชี้มีโครงการคอนโดก่อสร้างเสร็จในอีก 2-3 ปีข้างหน้าจ่อเข้าตลาดอีก 105 อาคาร</p>
<p>เผยอาคารสี เขียวได้รับความนิยมจากผู้เช่าต่างชาติสูง แนะรัฐนำมาตรการ &#8220;ลดภาษี&#8221; สร้างแรงจูงใจ ขณะที่อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่นฯ เตรียมจัดงานใหญ่ “BMAM EXPO ASIA 2010” โชว์นวัตกรรมบริหารอาคาร ดึง 26 ประเทศเข้าร่วม</p>
<p>นางสุพิน มีชูชีพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงธุรกิจการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์-อาคาร มีแนวโน้มขยายตัวตามการเติบโตธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่เจ้าของอาคารเองก็หันมาให้บริษัทรับบริหารจัดการแทน เพื่อรักษาผู้เช่าหรือผู้อยู่อาศัยในอาคาร ทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าของอาคารให้สามารถปรับขึ้นราคาค่าเช่าได้<br />
<span id="more-174"></span><br />
อย่างไรก็ดี ช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีอาคารสูงเข้ามาสู่ตลาดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จำนวน 425 อาคาร ส่วนที่เป็นอาคารที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมมี 244 อาคาร ทำให้มีอาคารสูงรวมเป็น 495 อาคารและในอีก 2-3 ปีข้างหน้าจะมีอาคารคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จเข้ามาสู่ตลาดอีก 105 อาคารส่วนใหญ่ต้องการใช้บริการบริษัทที่รับบริหารอาคาร</p>
<p>พร้อมกันนี้นางสุพิน ยังกล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มผู้เช่าที่เป็นบริษัทข้ามชาติได้ให้ความสำคัญกับอาคารประหยัดพลังงาน หรืออาคารสีเขียวเป็นอย่างมาก เช่นในอเมริกาอาคารที่ได้รับการรับรองมาตรฐานหรือที่เรียกว่า LEED ในอเมริกา จะได้รับค่าเช่าเพิ่มสูงถึง 10% ในขณะที่ประเทศไทยยังมีอาคารที่เป็นอาคารสีเขียวประเภทนี้น้อยมาก เพราะการพัฒนาอาคารดังกล่าวจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้น 20-30% ทำให้ไม่จูงใจในการลงทุน  ดังนั้น รัฐบาลควรกระตุ้นหรือสร้างแรงจูงใจให้แก่ผู้ประกอบการที่สร้างอาคารสีเขียว เช่นการลดภาษี เป็นต้น</p>
<p>ขณะที่บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ได้เตรียมจัดงาน BMAM EXPO ASIA 2010 ซึ่งเป็นงานแสดงเทคโนโลยีและการประชุมสัมมนาด้านการบำรุงรักษาอาคารและการบริหารจัดการทรัพยากรอาคารแห่ง เอเชีย เป็นครั้งที่ 3 โดยครั้งนี้มีต่างชาติเข้าร่วมงานกว่า 26 ประเทศและคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานกว่า 3,500 คน โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-17 ก.ย.นี้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livingtech.in.th/?feed=rss2&amp;p=174</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ธอส.บุกเหนือชูโปรโมชั่นดบ.ฝากสูง-เงินกู้ 0%ธอส.บุกเหนือชูโปรโมชั่นดบ.ฝากสูง-เงินกู้ 0%</title>
		<link>http://www.livingtech.in.th/?p=172</link>
		<comments>http://www.livingtech.in.th/?p=172#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 04 Sep 2010 05:59:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Living]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livingtech.in.th/?p=172</guid>
		<description><![CDATA[ธอส. บุกตลาดภาคเหนือ ชูโปรโมชั่นเงินฝากดอกเบี้ยสูง เงินกู้ต่ำ 0% จูงใจลูกค้าในงาน Thailand Northern Handicraft and Financial Expo 2010 ธอส. จัดโปรโมชั่นสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำ 0% นาน 3 เดือน สำหรับลูกค้าสวัสดิการและลูกค้ารายย่อยทั่วไป ส่วนลูกค้ากลุ่มข้าราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ สามารถใช้อัตราดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน ตามโครงการสวัสดิการเงินกู้เพื่อบุคลากรภาครัฐได้ภายใต้วงเงิน 45,000 ล้านบาท พร้อมลดค่าประเมินราคาหลักทรัพย์เหลือเพียง 1,200 บาท และยกเว้นค่าธรรมเนียมยื่นกู้ทุกวงเงินกู้ ด้านเงินฝากเปิดบัญชีเงินฝาก ธอส. รักการออมฯ รับดอกเบี้ยเพิ่มอีก 0.25% ในปีแรก พร้อมเงื่อนไขและสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ กระปุก ธอส.-รักการออม ร่มกันแดด UV สุดคลาสสิก และสมุดบันทึก ธอส. เป็นต้น เฉพาะในงาน Thailand Northern Handicraft [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="wp-caption aligncenter" style="width: 470px"><img title="ขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)" src="http://www.bangkokbiznews.com/home/media/2010/07/22/images/news_img_344450_1.jpg" alt="" width="460" height="302" /><p class="wp-caption-text">ขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)</p></div>
<p>ธอส. บุกตลาดภาคเหนือ ชูโปรโมชั่นเงินฝากดอกเบี้ยสูง เงินกู้ต่ำ 0% จูงใจลูกค้าในงาน Thailand Northern Handicraft and Financial Expo 2010</p>
<p>ธอส. จัดโปรโมชั่นสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำ 0% นาน 3 เดือน สำหรับลูกค้าสวัสดิการและลูกค้ารายย่อยทั่วไป ส่วนลูกค้ากลุ่มข้าราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ สามารถใช้อัตราดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน ตามโครงการสวัสดิการเงินกู้เพื่อบุคลากรภาครัฐได้ภายใต้วงเงิน 45,000 ล้านบาท พร้อมลดค่าประเมินราคาหลักทรัพย์เหลือเพียง 1,200 บาท และยกเว้นค่าธรรมเนียมยื่นกู้ทุกวงเงินกู้<br />
<span id="more-172"></span><br />
ด้านเงินฝากเปิดบัญชีเงินฝาก ธอส. รักการออมฯ รับดอกเบี้ยเพิ่มอีก 0.25% ในปีแรก พร้อมเงื่อนไขและสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ กระปุก ธอส.-รักการออม ร่มกันแดด UV สุดคลาสสิก และสมุดบันทึก ธอส. เป็นต้น เฉพาะในงาน Thailand Northern Handicraft and Financial Expo 2010 ระหว่างวันที่ 23 &#8211; 27 กรกฎาคม 2553 ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่</p>
<p>นายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการจูงใจลูกค้าที่ต้องการซื้อบ้านหลังมาตรการภาษีอสังหาริมทรัพย์ สิ้นสุดลง เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2553 ที่ผ่านมา ธนาคารได้จัดทำโปรโมชั่นสินเชื่อบ้านให้กู้เพื่อซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม ไถ่ถอน และกู้เพิ่ม ดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 3 เดือน</p>
<p>เดือนที่ 4 &#8211; 24 คิดอัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MRR &#8211; 2.00% ต่อปี ปีที่ 3 คิดอัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MRR &#8211; 1.00% ต่อปี หลังจากนั้นคิดอัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MRR &#8211; 1.00% ต่อปี (สำหรับลูกค้าสวัสดิการ) และคิดอัตราดอกเบี้ย MRR &#8211; 0.50 % สำหรับลูกค้ารายย่อยทั่วไป ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยลอยตัวตามประกาศธนาคาร MRR เท่ากับ 6.50%</p>
<p>ทั้งนี้ สำหรับลูกค้าที่จองสิทธิ์ระหว่างวันที่ 23 &#8211; 27 กรกฎาคม 2553 ยื่นคำขอกู้ตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคม &#8211; 30 กันยายน 2553 และทำนิติกรรมภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553</p>
<p>“ปัจจุบันแม้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวสูงขึ้น แต่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐและเป็นผู้นำสิน เชื่อเพื่อบ้านมากว่า 56 ปี ยังคงมีนโยบายตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไปจนถึงสิ้นปี เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้สามารถมีบ้านเป็นของตนเองได้ง่ายยิ่งขึ้น และเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยให้ลูกค้าประชาชนได้อีกทาง หนึ่ง” นายขรรค์กล่าว</p>
<p>นอกจากนี้ธนาคารยังจัดแคมเปญ “เงินฝาก ธอส.- รักการออมฯ” จองสิทธิ์ภายในงานและเปิดบัญชีเงินฝากภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2553 จำนวนเงิน 1,000 บาท รับกระปุกหนูน้อย ธอส. จำนวนเงิน 2,000 บาท รับไอเทมสำหรับเล่นเกมออนไลน์ Tales Runner และยังได้รับดอกเบี้ยบวกเพิ่มอีก 0.25% ในปีแรก พร้อมลุ้นรับรางวัลทองคำมูลค่ารวมสูงสุด 600,000 บาท พิเศษลูกค้าที่ฝากเงินอย่างสม่ำเสมอทุกเดือนและไม่มีการถอนเงิน โดยในวันที่ 24 กันยายน 2553 มียอดเงินคงเหลือในบัญชีสูงสุด จะได้รับรับรางวัลทันทีทัวร์ดูงานเกมออนไลน์และทัศนศึกษาประเทศเกาหลีใต้ 2 ที่นั่ง 1 รางวัล โดยจะประกาศผู้รับรางวัลในวันที่ 1 ตุลาคม 2553 ที่ www.ghbank.co.th</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livingtech.in.th/?feed=rss2&amp;p=172</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;โสภาวดี เลิศมนัสชัย&#8221; รู้จักวางแผนการเงิน&#8230;จังหวะชีวิตไม่สะดุด</title>
		<link>http://www.livingtech.in.th/?p=169</link>
		<comments>http://www.livingtech.in.th/?p=169#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 04 Sep 2010 05:53:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Saving]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livingtech.in.th/?p=169</guid>
		<description><![CDATA[“ แม้การลงทุนผ่านกองทุนรวมจะเป็นการลงทุนผ่านมืออาชีพก็ตาม แต่ผู้ลงทุนก็ทิ้งไม่ได้ควรจะต้องมีการติดตามการลงทุนของตัวเองด้วยเช่นกัน อะไรที่เรารู้สึกว่ากองทุนไม่ค่อยเพอร์ฟอร์มเท่าไรก็อาจจะสับเปลี่ยนกองทุนบ้าง ” หญิงเก่งเปี่ยมด้วยความสามารถระดับคุณภาพคนหนึ่งของแวดวงตลาดทุน ไทยที่ข้ามฝากมาจากฝั่งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อมาดูแลเรื่องเงินลง ทุนเพื่อเกษียณอายุให้กับสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กว่า 1.16 ล้านคน ปัจจุบัน “ โสภาวดี เลิศมนัสชัย ” เลขาธิการคณะกรรมการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ดูแลเม็ดเงินลงทุนของสมาชิกมูลค่ากว่า 3.56 แสนล้านบาท เพื่อประโยชน์ของสมาชิกทุกคน วันนี้เธอจะมาแบ่งปันแง่มุมอีกหนึ่งด้านในการบริหารเงินลงทุนส่วนตัวให้ฟัง กัน โสภาวดี เล่าให้ฟังว่า ตัวเองเป็นคนที่ไม่ได้มีการวางแผนการเงินที่ชัดเจนแต่โดยนิสัยแล้วก็เป็นคน ที่ไม่ได้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยอยู่แล้วจึงพยายามจะออมในลักษณะที่เป็นการบังคับ ตัวเองมาตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตการทำงานเลย เช่น เป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเขาให้หัก 10% เราก็ให้หักเพิ่มไปเลย 15% การออมลักษณะนี้มีความรู้สึกว่าสะดวกสุดช่วยให้เราไม่ต้องลืม ไม่ต้องมานั่งบริหารเพราะใช้วิธีหักจากเงินเดือนไปเลย ช่วงหลังเมื่อมีกองทุนประหยัดภาษีเกิดขึ้นก็หันมาใช้ประโยชน์ทางภาษีผ่านกอง ทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) เต็มสิทธิที่สามารถลงทุนได้ จะใช้การบังคับออมในลักษณะนี้เป็นหลักมากกว่าส่วนเงินที่ถูกหักไปนั้นก็จะ ปล่อยให้เขาบริหารไปเลยทั้งสหกรณ์ออมทรัพย์และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ “ เก็บเงินลักษณะนี้มาตั้งแต่เริ่มต้นทำงาน เพราะตัวเองเป็นคนคิดง่ายๆ คือเราไม่ต้องไปนั่งคิดว่าจะต้องเอาเงินไปทำอะไร การหักเงินไปจากเงินเดือนเลยจึงเป็นเรื่องที่ดีพอถึงปลายปีรู้สึกดีเมื่อ เห็นตัวเลขยอดเงินที่ถูกหักไปออมนั้นเพิ่มขึ้น ถ้าคนมีเวลาน้อย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="wp-caption aligncenter" style="width: 470px"><img title="โสภาวดี เลิศมนัสชัย" src="http://www.bangkokbiznews.com/home/media/2010/08/21/images/news_img_349053_1.jpg" alt="" width="460" height="322" /><p class="wp-caption-text">โสภาวดี เลิศมนัสชัย</p></div>
<p>“ แม้การลงทุนผ่านกองทุนรวมจะเป็นการลงทุนผ่านมืออาชีพก็ตาม แต่ผู้ลงทุนก็ทิ้งไม่ได้ควรจะต้องมีการติดตามการลงทุนของตัวเองด้วยเช่นกัน</p>
<p>อะไรที่เรารู้สึกว่ากองทุนไม่ค่อยเพอร์ฟอร์มเท่าไรก็อาจจะสับเปลี่ยนกองทุนบ้าง ”</p>
<p>หญิงเก่งเปี่ยมด้วยความสามารถระดับคุณภาพคนหนึ่งของแวดวงตลาดทุน ไทยที่ข้ามฝากมาจากฝั่งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อมาดูแลเรื่องเงินลง ทุนเพื่อเกษียณอายุให้กับสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กว่า 1.16 ล้านคน</p>
<p>ปัจจุบัน “ โสภาวดี เลิศมนัสชัย ” เลขาธิการคณะกรรมการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ดูแลเม็ดเงินลงทุนของสมาชิกมูลค่ากว่า 3.56 แสนล้านบาท เพื่อประโยชน์ของสมาชิกทุกคน วันนี้เธอจะมาแบ่งปันแง่มุมอีกหนึ่งด้านในการบริหารเงินลงทุนส่วนตัวให้ฟัง กัน<br />
<span id="more-169"></span><br />
โสภาวดี เล่าให้ฟังว่า ตัวเองเป็นคนที่ไม่ได้มีการวางแผนการเงินที่ชัดเจนแต่โดยนิสัยแล้วก็เป็นคน ที่ไม่ได้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยอยู่แล้วจึงพยายามจะออมในลักษณะที่เป็นการบังคับ ตัวเองมาตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตการทำงานเลย เช่น เป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเขาให้หัก 10% เราก็ให้หักเพิ่มไปเลย 15% การออมลักษณะนี้มีความรู้สึกว่าสะดวกสุดช่วยให้เราไม่ต้องลืม ไม่ต้องมานั่งบริหารเพราะใช้วิธีหักจากเงินเดือนไปเลย ช่วงหลังเมื่อมีกองทุนประหยัดภาษีเกิดขึ้นก็หันมาใช้ประโยชน์ทางภาษีผ่านกอง ทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) เต็มสิทธิที่สามารถลงทุนได้ จะใช้การบังคับออมในลักษณะนี้เป็นหลักมากกว่าส่วนเงินที่ถูกหักไปนั้นก็จะ ปล่อยให้เขาบริหารไปเลยทั้งสหกรณ์ออมทรัพย์และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ</p>
<p>“ เก็บเงินลักษณะนี้มาตั้งแต่เริ่มต้นทำงาน เพราะตัวเองเป็นคนคิดง่ายๆ คือเราไม่ต้องไปนั่งคิดว่าจะต้องเอาเงินไปทำอะไร การหักเงินไปจากเงินเดือนเลยจึงเป็นเรื่องที่ดีพอถึงปลายปีรู้สึกดีเมื่อ เห็นตัวเลขยอดเงินที่ถูกหักไปออมนั้นเพิ่มขึ้น ถ้าคนมีเวลาน้อย การบังคับออมแบบนี้ก็ช่วยได้  ไม่ต้องไปเสียเวลาบริหารจัดการ  เก็บลักษณะนี้พอมารวบรวมดูก็ได้เป็นกอบเป็นกำเช่นเดียวกัน เพราะเราสะสมไปอาจจะไม่เยอะแต่นานเข้าก็เป็นเงินที่มากได้เหมือนกัน ”</p>
<p>นอกจากนี้ยังมีการลงทุนอื่นโดยส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนผ่านกองทุนรวมเป็น หลัก เพราะด้วยตำแหน่งหน้าที่สมัยที่ยังอยู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั้นก็มี โอกาสทำงานที่เกี่ยวข้องกับกองทุนรวมอยู่เป็นประจำ จึงมีโอกาสลงทุนในกองทุนรวมเกือบจะครบทุก บลจ.ทีเดียว ซึ่งส่วนใหญ่ประมาณ 70% จะเป็นการลงทุนผ่านกองทุนตราสารตลาดเงินและกองทุนตราสารหนี้ อีก 15 % เป็นกองทุนหุ้น มีการลงทุนในต่างประเทศประมาณ 10% และเป็นเงินฝากออมทรัพย์เพื่อใช้เป็นสภาพคล่องอีกประมาณ 5%</p>
<p>อย่างไรก็ตาม โสภาวดี ยอมรับว่า การที่ลงทุนกับกองทุนหุ้นหลาย บลจ.เกินไปบางครั้งก็ทำให้มีความยุ่งยากและวุ่นวายในเรื่องของการติดตามการ ลงทุนและการรวบรวมเอกสารการลงทุนต่างๆ เช่นกัน ปัจจุบันเมื่อมาร่วมงานกับกบข. แล้วจึงตัดสินใจจ้าง “ กองทุนส่วนบุคคล ” มาช่วยดูแลเรื่องเงินลงทุนให้ในบางส่วนให้เขามาช่วยดูแลทำบัญชีให้ ทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่าเงินลงทุนที่กระจัดกระจายในอดีตนั้นอยู่ที่ไหน บ้างทำให้มองเห็นภาพการลงทุนของตัวเองได้ชัดขึ้น</p>
<p>สำหรับใครที่ไม่มีเวลากองทุนส่วนบุคคลก็ดีเขาจะช่วยมาดูแลในเรื่องการลง ทุนให้ได้ แล้วปรับสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมกับความต้องการของเราด้วย แต่ตอนนี้กองทุนส่วนบุคคลก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงสัดส่วนการลงทุนไปจากเดิม มากนัก แต่ตอนนี้เริ่มกลับมาดูอีกครั้งว่าที่ลงทุนกระจายไปหลายสิบ บลจ. อาจจะต้องมานั่งจัดอย่างไร ไม่ให้เงินลงทุนกระจัดกระจายมากเพราะเสียเวลาดูเหมือนเบี้ยหัวแตกที่เราต้อง คอยติดตามดู อาจจะจัดพอร์ตใหม่ให้ไม่ต้องกระจายหลาย บลจ.นัก โดยตั้งเป้าหมายของผลตอบแทนไว้เฉลี่ยประมาณ 5-6% ให้สามารถเอาชนะเงินเฟ้อในระยะยาวได้เป็นสำคัญ</p>
<p>“ แม้ว่าการลงทุนผ่านกองทุนรวมจะเป็นการลงทุนผ่านมืออาชีพก็ตาม แต่ผู้ลงทุนก็ทิ้งไม่ได้ควรจะต้องมีการติดตามการลงทุนของตัวเองด้วยเช่นกัน อะไรที่เรารู้สึกว่ากองทุนไม่ค่อยเพอร์ฟอร์มเท่าไรก็อาจจะสับเปลี่ยนกองทุน บ้าง ”<br />
โดยการติดตามการลงทุนในกองทุนรวมน่าจะเป็นการมองแนวโน้มมากกว่า ไม่ได้ไปดูหุ้นรายตัวแต่มองภาพตลาดใหญ่มากกว่า ถ้าในจังหวะที่หุ้นดีถ้าเราสามารถอ่านภาวะได้ออกก็อาจจะปรับเพิ่มสัดส่วนการ ลงทุนในหุ้นให้มากขึ้นได้ หรือปีหน้ามีความผันผวนจะปรับลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นลงดีมั้ย เป็นต้น ปีหนึ่งอาจจะปรับสัก 1 &#8211; 2 ครั้ง นักลงทุนควรจะมีเวลาติดตามตลาดและการลงทุนของตัวเองบ้างดีกว่าปล่อยทิ้งไว้ เลยโดยไม่ทำอะไร หรือวัยเราเปลี่ยนไปก็ควรจะต้องปรับสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมกับวัยเราด้วย เช่น ตอนอายุน้อยเคยลงทุนในกองหุ้นเยอะ แต่เมื่ออายุมากขึ้นก็ควรปรับลดสัดส่วนตรงนี้ลงให้เหมาะสมกับวัยที่เปลี่ยน ไปด้วย เป็นต้น</p>
<p>ถ้าทุกคนเริ่มต้นวางแผนการเงินได้ตั้งแต่เริ่มต้นมีรายได้จะเป็นการดีที่ สุด ต้องรู้จักวางแผนว่าในแต่ละช่วงชีวิตมีเป้าหมายอะไรที่สำคัญ ในช่วงชีวิตไหนเราจะมีอะไร เมื่อไรเราจะมีบ้าน จะซื้อรถ จะศึกษาต่อ การศึกษาบุตร ถ้าทำได้จะเป็นเรื่องที่ดีมาก ถ้าไม่มีเวลาก็ใช้มืออาชีพมาช่วยดูแลการลงทุนให้เรา ถ้าทำแบบนี้ได้ชีวิตจะได้ไม่สะดุด ยิ่งคิดเร็ว ยิ่งมีระยะเวลาลงทุนนาน มีโอกาสสะสมความมั่งคั่งมากขึ้นไปด้วย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livingtech.in.th/?feed=rss2&amp;p=169</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;วินิตา เจนวัฒนวิทย์&#8221; ลงทุนเพื่อชีวิตและสุขภาพ</title>
		<link>http://www.livingtech.in.th/?p=167</link>
		<comments>http://www.livingtech.in.th/?p=167#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 04 Sep 2010 05:51:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Saving]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livingtech.in.th/?p=167</guid>
		<description><![CDATA[เป็นคนทำงานด้วยความมุ่งมั่นภาคภูมิใจ มีพลังสร้างสรรค์ สุจริตในหน้าที่ มีฐานะพอเพียงกับความเป็นอยู่ของเรา วางแผนและออมเงินสำหรับอนาคต  ชีวิตก็พอเพียง ครอบครัวอบอุ่น  สังคมก็มีความสุข ในธุรกิจอุตสาหกรรมเวชภัณฑ์และเสริมอาหารของไทย ที่มีมูลค่าปีละกว่าแสนล้านบาท  &#8220;วินิตา เจนวัฒนวิทย์&#8221;  รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์  เป็นหนึ่งในนักบริหารที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนกลยุทธ์การตลาดและ องค์กรผู้ผลิตยาสัญชาติไทยให้โดดเด่น โดยได้รับมาตรฐานโลก EU GMP (PIC/S) เป็นรายแรกในประเทศไทย กว่า 20 ปีที่บริหารงานในบริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์  เธอรับผิดชอบการบริหารจัดการองค์กร  ทีมงานขาย ลูกค้าสัมพันธ์ และการสื่อสารองค์กร  พัฒนาบริการที่สนองตอบความต้องการของลูกค้า จนประสบความสำเร็จด้วยอัตราการเติบโตของบริษัทสูงถึงปีละ 10 -12 % ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เธอบอกว่าหลักในการทำงานให้ประสบผลสำเร็จ ต้องยึดหลักของความซื่อสัตย์ ใส่ใจและทุ่มเท  ภายใต้ปรัชญา &#8220;Trusted Quality with High Technology&#8221; &#8220;ไม่มีอะไรที่เหนือความสามารถของเรา พยายามเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และเทคโนโลยี เพื่อนำมาพัฒนาองค์กร ผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จต้องทำงานหนัก  หาแนวทางพัฒนาองค์กรให้งอกงามประสบความสำเร็จ พนักงานในองค์กรมีความสุข   กระตุ้นให้พนักงานมีส่วนร่วมในการพัฒนางานและองค์กร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เป็นคนทำงานด้วยความมุ่งมั่นภาคภูมิใจ มีพลังสร้างสรรค์ สุจริตในหน้าที่ มีฐานะพอเพียงกับความเป็นอยู่ของเรา</p>
<p>วางแผนและออมเงินสำหรับอนาคต  ชีวิตก็พอเพียง ครอบครัวอบอุ่น  สังคมก็มีความสุข</p>
<p>ในธุรกิจอุตสาหกรรมเวชภัณฑ์และเสริมอาหารของไทย ที่มีมูลค่าปีละกว่าแสนล้านบาท  &#8220;วินิตา เจนวัฒนวิทย์&#8221;  รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์  เป็นหนึ่งในนักบริหารที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนกลยุทธ์การตลาดและ องค์กรผู้ผลิตยาสัญชาติไทยให้โดดเด่น โดยได้รับมาตรฐานโลก EU GMP (PIC/S) เป็นรายแรกในประเทศไทย<br />
<span id="more-167"></span><br />
กว่า 20 ปีที่บริหารงานในบริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์  เธอรับผิดชอบการบริหารจัดการองค์กร  ทีมงานขาย ลูกค้าสัมพันธ์ และการสื่อสารองค์กร  พัฒนาบริการที่สนองตอบความต้องการของลูกค้า จนประสบความสำเร็จด้วยอัตราการเติบโตของบริษัทสูงถึงปีละ 10 -12 % ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว</p>
<p>เธอบอกว่าหลักในการทำงานให้ประสบผลสำเร็จ ต้องยึดหลักของความซื่อสัตย์ ใส่ใจและทุ่มเท  ภายใต้ปรัชญา &#8220;Trusted Quality with High Technology&#8221;</p>
<p>&#8220;ไม่มีอะไรที่เหนือความสามารถของเรา พยายามเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และเทคโนโลยี เพื่อนำมาพัฒนาองค์กร ผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จต้องทำงานหนัก  หาแนวทางพัฒนาองค์กรให้งอกงามประสบความสำเร็จ พนักงานในองค์กรมีความสุข   กระตุ้นให้พนักงานมีส่วนร่วมในการพัฒนางานและองค์กร หากองค์กรเติบโตและมั่นคง ทุกคนในองค์กรก็จะเติบโตก้าวไปด้วยกันอย่างยั่งยืน หลักๆ ก็ยึดแนวคิดการดำเนินชีวิต Work Life Balance ก็เลยเน้นสร้างเสริมดุลยภาพของชีวิตและการทำงาน แอนจัดสรรเวลาของตนเอง ออกกำลังกาย   และหาเวลาไปปฏิบัติธรรม  &#8221;</p>
<p>วินิตาให้ทัศนะถึงเรื่องเงินทองว่า  เงินมีทั้ง 2 ด้าน ดังคำพูดที่ว่า เงินเป็นคนรับใช้ที่ดี  แต่เป็นนายที่แย่  เงินเป็นสิ่งอำนวยความสะดวก  ให้การดำรงและดำเนินชีวิตสุขสบาย สร้างความมั่นคงของครอบครัว   ในสังคมวัตถุนิยมบางครั้งยังหมายรวมถึงความสำเร็จและมีหน้ามีตาในสังคม   แต่เงินไม่ใช่พระเจ้า   ปริมาณของเงินไม่ได้เป็นดัชนีชี้วัดความสุขเสมอไป  เงินไม่สามารถซื้อความสุขที่แท้จริงและสุขภาพที่ดีได้หากเราไม่รู้จักควบคุม ตนเอง การบริหารเงินและขาดการดูแลตนเองอย่างสม่ำเสมอ      ดังนั้นเราต้องใช้เงินให้เป็น  อย่าให้เงินใช้เรา หรือตกเป็นทาสของเงิน ต้องสูญเสียความซื่อสัตย์สุจริต  ไร้ความสุข</p>
<p>&#8220;เป็นคนที่เชื่อในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงฯ  หากเราจัดการชีวิตให้มีดุลยภาพ หาเงินให้เป็น และใช้เงินอย่างคุ้มค่า หากเป็นนักธุรกิจก็ทำธุรกิจด้วยความซื่อตรง  ผลิตสินค้ามีคุณภาพ คำนึงถึงลูกค้า ชุมชนและสิ่งแวดล้อม  เป็นคนทำงานด้วยความมุ่งมั่นภาคภูมิใจ  มีพลังสร้างสรรค์ สุจริตในหน้าที่  มีฐานะพอเพียงกับความเป็นอยู่ของเรา วางแผนและออมเงินสำหรับอนาคต  ชีวิตก็พอเพียง ครอบครัวอบอุ่น  สังคมก็มีความสุข&#8221;</p>
<p>ในยุคเศรษฐกิจชะลอตัว  เธอบอกว่าการประหยัด อดออม ยังใช้ได้เสมอ  เช่นนำสิ่งของเดิมยังใช้ได้ นำมาซ่อมแซมทาสีใหม่ ปรับปรุงใหม่  ซื้อในสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น คิดเสียว่าหากเราไม่ซื้อก็เท่ากับมีเงินออมเพิ่ม  เมื่อมีเวลาว่างจะกำหนดกิจกรรมในบ้าน  ซึ่งถ้าเราอยากมีรายได้มากขึ้นต้องพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้า ทำบันทึกและวิเคราะห์รายได้-รายจ่ายประจำเดือนของเราแบ่งเป็นประเภท  สิ่งใดไม่จำเป็นก็ลด ใช้เงินตามความจำเป็น ไม่ใช้เงินเกินตัว  ก็เท่ากับเรามีเงินออมเพิ่มขึ้น พร้อมงบฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น   เพิ่มความท้าทายโดยกำหนดเป้าหมาย เงินออมสำหรับโครงการ เช่น จะต่อเติมบ้าน หรือค่าใช้จ่ายในอนาคต โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาของลูก และค่าใช้จ่ายสุขภาพเมื่อมีอายุมากขึ้น</p>
<p>&#8220;เรื่องการออมนั้น ต้องบอกว่ามีคุณพ่อและคุณแม่เป็น Role Model เป็นคู่ที่ขยันทำงานหนัก มุ่งสร้างฐานะให้ครอบครัว เลือกลงทุน ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ เช่น การศึกษาของลูก 4 คน ส่งศึกษาต่อที่ต่างประเทศ ประหยัด ไม่เล่นการพนัน มีจริยธรรม สิ่งที่ไม่ประหยัดคือเรื่องการดูแลสุขภาพและพาครอบครัวท่องเที่ยวเพื่อ กระชับความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว  คุณพ่อเคยพูดติดตลกไว้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำไป มีเพียงสิ่งเดียวที่เราได้รับสู่ร่างกายโดยตรงคือ การทานอาหาร&#8221;</p>
<p>ในแง่มุมของการลงทุนนั้น วินิตาบอกว่า เธอเลือกลงทุนในสิ่งที่ตนเองมีความรู้  ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ดินและคอนโดมิเนียมในทำเลที่ดี  และลงทุนในกองทุนต่างๆ เช่น กองทุนหุ้น กองทุน RMF, LTF  รวมถึงลงทุนในประกันชีวิตประเภทออมทรัพย์ เนื่องจากมีส่วนเสริมการออมในระยะยาว  ผลตอบแทนอยู่ในระดับดีเมื่อเทียบกับธนาคาร   มีเงินคืนเป็นระยะและนำไปลดหย่อนเสียภาษีได้ด้วย</p>
<p>นอกจากนี้ ก็เน้นลงทุนกับการศึกษาของลูก เพราะเป็นสิ่งสำคัญของการพัฒนาทักษะชีวิตและอนาคตของลูกสาว 2 คน  ปัจจุบันเรียนที่โรงเรียนนานาชาติ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง  ซึ่งในบทบาทของการเป็นแม่  ก็สอนให้ลูกทั้งสองคนรู้คุณค่าของเงิน จะได้ฉลาดในการหาเงินและใช้เงินอย่างคุ้มค่า   แต่เราก็ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกด้วย</p>
<p>&#8220;ในโรงเรียนที่เรียนอยู่ ลูกไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงิน จะให้เงินลูกเป็นสัปดาห์ เขาก็เก็บเงินหยอดกระปุก หากต้องการซื้อของก็จะให้คุณแม่พาไป  ซื้อของแต่ละครั้ง ใช้วิธีกำหนดงบประมาณให้ซื้อเท่าที่จำเป็น   หากจะต้องออกงาน หรือ ชุดเดิมเล็กเกินไป ก็จะซื้อให้ใหม่ ช่วงลดราคา เนื่องจากเด็กโตเร็ว บางอย่าง เช่น เสื้อผ้า ของประดับ แม่และลูกก็จะใช้ร่วมกัน จะสอนให้ลูกแต่งตัว Mix&amp;Match เสื้อผ้า ของเล่นและหนังสือที่ไม่ได้แล้วก็เก็บบริจาคให้คนอื่นที่มีความจำเป็น หรือหากลูกต้องการของเล่นที่ราคาสูง และไม่ค่อยเป็นประโยชน์หรือคล้ายของเดิมที่เคยมีแล้ว อาจจะกำหนดเงื่อนไข เช่น เพิ่มเวลาในการอ่านหนังสือเพื่อเก็บเป็น Point ถ้าครบแล้วถึงจะซื้อของให้ หรือออกเงินคนละครึ่ง บางครั้งจะยกตัวอย่างให้เห็นเด็กอื่นๆ ที่ลำบากกว่าต้องขายของบนถนนเพราะไม่มีสตางค์   สนับสนุนการซื้อหนังสือ แต่ก็มีงบประมาณให้ หากเล่มเดิมเขายังอ่านไม่หมด ก็จะยังไม่ซื้อเล่มใหม่ ตำรับอาหารหาสูตรในอินเทอร์เน็ตได้ แทนที่จะซื้อหนังสือ&#8221;</p>
<p>วินิตาทิ้งท้ายด้วย ข้อคิดเห็นการเงินการลงทุนว่าคนไทยมักคิดว่าเก็บออมต่อเมื่อมีรายได้เยอะ จริงๆ แล้ว ควรออมตั้งแต่เริ่มมีรายได้  จะมากน้อยก็ไม่เป็นไร  เริ่มเร็วเหมือนออกสตาร์ทก่อน ย่อมได้เปรียบ การมีวินัยในการเงินเป็นสิ่งสำคัญ อย่าใช้เงินเกินตัว อย่างบัตรเครดิตแค่ 1-2 ใบก็พอ  ง่ายต่อการดูแล การใช้เงินเป็นเรื่องง่ายแต่กว่าจะหาเงินแต่ละบาทได้เป็นเรื่องลำบาก ควรมีสติพิจารณาก่อนใช้ การลงทุนเพื่อเพิ่มทรัพย์สินขึ้นอยู่กับสไตล์การบริหารเงิน  เวลา ความถนัดและการศึกษาข้อมูลของแต่ละคน</p>
<p>และนอกจากการลงทุนด้านการเงิน สิ่งที่สำคัญควบคู่กันควรลงทุนในสุขภาพเพื่อตัวเราเองด้วย คือบริหารกาย ทานอาหารดีมีประโยชน์ เล่นกีฬาออกกำลังกาย  ดูแลสุขภาพ  บริหารใจโดยทำชีวิตให้เป็นสุข มีอารมณ์ขัน มองโลกในแง่ดี ช่วยเหลือคนรอบข้าง และแบ่งปันให้สังคมที่เราอยู่อาศัย ทำให้สองหมื่นกว่าวันที่เราใช้ชีวิตบนโลกนี้มีคุณภาพและคุณค่ายิ่งขึ้น</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livingtech.in.th/?feed=rss2&amp;p=167</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>“พิพัฒน์ พิศณุวงรักษ์” &#8220;จัดสรรเงินลงทุน&#8221; ไม่ยากเท่า “จัดสรรเวลา”</title>
		<link>http://www.livingtech.in.th/?p=165</link>
		<comments>http://www.livingtech.in.th/?p=165#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 04 Sep 2010 05:50:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Saving]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livingtech.in.th/?p=165</guid>
		<description><![CDATA[ถ้าคิดว่าเราต้องทำงาน 20 ปี มูลค่าของเราคือ 10 ล้านบาท ก็ควรจะทำประกันไว้ให้ครบ 10 ล้านบาท ถ้าเกิดอะไรขึ้นลูกก็มีเงิน 10 ล้านบาท ไว้ใช้ต่อไป เหมือนเรายังทำงานให้เขาอยู่ สำหรับ “พิพัฒน์ พิศณุวงรักษ์” รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายจัดการลงทุน บลจ.ทหารไทย นับเป็นอีกหนึ่งขุนพลคนสำคัญของ บลจ.ทหารไทยเลยทีเดียว มีภารกิจหลักในการดูแลเรื่องการลงทุนทั้งหมดของบริษัท แต่ในอีกมิติหนึ่งเขาก็คือผู้นำครอบครัวที่อบอุ่นของภรรยาและลูกสาวที่น่า รักอีก 2 คน วันนี้เขาจะมาแชร์เรื่องราวการลงทุนส่วนตัวให้ได้ฟังกัน พิพัฒน์ บอกว่า หลักการบริหารเงินตัวเองไม่ต่างอะไรกับการบริหารจัดการเงินให้คนอื่นคือเน้น เรื่องของ “การกระจายความเสี่ยง” เป็นการลงทุนในประเทศและต่างประเทศ 50 &#8211; 50 เพราะหากเอาเงิน 100 บาท ไว้ในไทยเพียงอย่างเดียวหากในอนาคตค่าเงินบาทเกิดเสื่อมค่าขึ้นมาก็อาจกระทบ กับความมั่งคั่งของตัวเองได้เช่นกัน เมื่อครอบครัวอยู่ที่สิงคโปร์และลูกสาวก็เรียนอยู่ที่นั่นจึงมีโอกาสกระจาย เงินลงทุนบางส่วนไปในต่างประเทศซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นการลงทุนระยะสั้นให้ เหมาะกับความต้องการใช้เงินเรื่องการศึกษาของลูกสาวที่อยู่ในวัยเรียน และบางส่วนก็ลงทุนผ่านกองทุนรวมในสินทรัพย์บางประเภทที่อาจจะไม่มีในไทย ส่วนที่ลงทุนในประเทศนั้นจะแบ่งเป็นเงินลงทุนระยะสั้น 30% ซึ่งส่วนใหญ่จะลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นไว้เป็นสภาพคล่องสำหรับค่าใช้จ่าย ประจำวัน และเงินลงทุนระยะยาวอีก 70% ซึ่งส่วนใหญ่จะเลือกลงทุนผ่านกองทุนประหยัดภาษี โดยจะมีการกำหนดไว้เลยว่ากองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter" title="“พิพัฒน์ พิศณุวงรักษ์” &quot;จัดสรรเงินลงทุน&quot; ไม่ยากเท่า “จัดสรรเวลา”" src="http://www.bangkokbiznews.com/home/media/2010/08/08/images/news_img_347070_1.jpg" alt="" width="460" height="316" /></p>
<p>ถ้าคิดว่าเราต้องทำงาน 20 ปี มูลค่าของเราคือ 10 ล้านบาท ก็ควรจะทำประกันไว้ให้ครบ 10 ล้านบาท</p>
<p>ถ้าเกิดอะไรขึ้นลูกก็มีเงิน 10 ล้านบาท ไว้ใช้ต่อไป เหมือนเรายังทำงานให้เขาอยู่</p>
<p>สำหรับ “พิพัฒน์ พิศณุวงรักษ์” รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายจัดการลงทุน บลจ.ทหารไทย นับเป็นอีกหนึ่งขุนพลคนสำคัญของ บลจ.ทหารไทยเลยทีเดียว มีภารกิจหลักในการดูแลเรื่องการลงทุนทั้งหมดของบริษัท แต่ในอีกมิติหนึ่งเขาก็คือผู้นำครอบครัวที่อบอุ่นของภรรยาและลูกสาวที่น่า รักอีก 2 คน วันนี้เขาจะมาแชร์เรื่องราวการลงทุนส่วนตัวให้ได้ฟังกัน</p>
<p>พิพัฒน์ บอกว่า หลักการบริหารเงินตัวเองไม่ต่างอะไรกับการบริหารจัดการเงินให้คนอื่นคือเน้น เรื่องของ “การกระจายความเสี่ยง” เป็นการลงทุนในประเทศและต่างประเทศ 50 &#8211; 50 เพราะหากเอาเงิน 100 บาท ไว้ในไทยเพียงอย่างเดียวหากในอนาคตค่าเงินบาทเกิดเสื่อมค่าขึ้นมาก็อาจกระทบ กับความมั่งคั่งของตัวเองได้เช่นกัน เมื่อครอบครัวอยู่ที่สิงคโปร์และลูกสาวก็เรียนอยู่ที่นั่นจึงมีโอกาสกระจาย เงินลงทุนบางส่วนไปในต่างประเทศซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นการลงทุนระยะสั้นให้ เหมาะกับความต้องการใช้เงินเรื่องการศึกษาของลูกสาวที่อยู่ในวัยเรียน และบางส่วนก็ลงทุนผ่านกองทุนรวมในสินทรัพย์บางประเภทที่อาจจะไม่มีในไทย<br />
<span id="more-165"></span><br />
ส่วนที่ลงทุนในประเทศนั้นจะแบ่งเป็นเงินลงทุนระยะสั้น 30% ซึ่งส่วนใหญ่จะลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นไว้เป็นสภาพคล่องสำหรับค่าใช้จ่าย ประจำวัน และเงินลงทุนระยะยาวอีก 70% ซึ่งส่วนใหญ่จะเลือกลงทุนผ่านกองทุนประหยัดภาษี โดยจะมีการกำหนดไว้เลยว่ากองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เป็นตราสารหนี้ เพราะกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) เป็นหุ้นอยู่แล้ว แล้วก็ทยอยซื้อตามนั้นตั้งแต่ช่วงต้นปี โดยเอาหลักฐานการลงทุนไปให้ฝ่ายบุคคลเพื่อให้ทำเรื่องหักภาษีเราไปเลยโดยไม่ ต้องไปรอว่าทุกเดือนเราจ่ายภาษีเยอะแล้วไปรอขอคืนตอนจบจากรัฐบาล ก็ให้ถูกหักภาษีน้อยๆ ไปเลยตั้งแต่ต้น ภาระที่ไปขอคืนภาษีก็จะได้ไม่ต้องเยอะซึ่งบางครั้งอาจจะใช้เวลานานกว่ารัฐจะ คืนภาษีมาให้ ก็ถือว่าเราได้เงินมาก่อนซึ่งสามารถนำไปลงทุนทำอะไรได้อีกมากนั่นคือวิธีที่ ตัวเองทำอยู่</p>
<p>“นอกจากนี้ยังมีการทำประกันชีวิตเอาไว้ในลักษณะของการป้องกันความเสี่ยง ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเราคนข้างหลังจะได้ไม่ลำบาก โดยประเมินจากศักยภาพในการสร้างรายได้ของตัวเอง (Earning Power) ของตัวเอง ถ้าคิดว่าเราต้องทำงาน 20 ปี มูลค่าของเราคือ 10 ล้านบาท ก็ควรจะทำประกันไว้ให้ครบ 10 ล้านบาท ถ้าเกิดอะไรขึ้นลูกก็มีเงิน 10 ล้านบาท ไว้ใช้ต่อไป เหมือนเรายังทำงานให้เขาอยู่ นั่นคือวิธีคิด”</p>
<p>พิพัฒน์ ยังบอกอีกว่า ในส่วนของการลงทุนระยะยาวที่ไม่ค่อยมีสภาพคล่องนั้นยังมีส่วนของอสังหาริม ทรัพย์และการลงทุนใน “ของเก่า” และ “ภาพวาด” ซึ่งเป็นการแปลงความชอบส่วนตัวมาสู่การลงทุนเรียกว่าลงทุนไปด้วยได้ความสบาย ใจไปด้วยในตัว โดยจุดเริ่มต้นมาจากของเก่าก่อนที่จะขยับไปสู่ภาพเขียนตามมา โดยของเก่าที่สะสมจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่าๆ ตู้ไม้เก่าๆ ซึ่งของพวกนี้มีแต่จะหมดไปแล้วมูลค่ามันก็ไม่ได้ลดลงมาก ต่อไปถ้าป่าไม้หมดของพวกนี้มีแต่จะเพิ่มค่าขึ้นและในบางครั้งก็สามารถสร้าง ผลตอบแทนที่ดีให้ด้วยเช่นกันเมื่อมีการซื้อขายเปลี่ยนมือให้กับคนที่ชอบใจ เมื่อก่อนก็มีร้านขายของเก่าแต่ตอนนี้เลิกแล้วเพราะไม่มีเวลาทำ ก็มีซื้อบ้างขายบ้าง แปลงความชอบมาทำธุรกิจและก็ถือเป็นการลงทุนด้วย แม้ตอนนี้เลิกทำแล้วแต่ก็ยังมีของเก่าเหลืออยู่มีลงขายทางอินเทอร์เน็ตบ้าง หรือในอนาคตถ้ามีการขยายบ้านมากขึ้นเฟอร์นิเจอร์ก็ไม่ต้องไปซื้อของใหม่ใช้ ของเก่าที่มีอยู่ไปได้เลย ในขณะที่ภาพวาดภาพวาดที่สะสมจะเป็นงานของ “ท่านอังคาร” ซึ่งมีเอกลักษณ์ในภาพเขียนที่ใช้ดินสอคาร์บอนและเขียนสไตล์ไทย</p>
<p>“รูปภาพกับของเก่าอาจจะถูกหลอกได้ง่ายเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม ตัวเองก็ต้องใช้เวลาในการศึกษาดูว่าของเก่าเขาดูกันยังไง ไม้สักจริงดูยังไง เป็นต้น ช่วงเริ่มต้นทดลองก็เจอของปลอมบ้างก็มี สำคัญที่สุดไม่ว่าจะลงทุนในสินทรัพย์อะไรก็ตามก่อนลงทุนแต่สำคัญต้องศึกษาหา ความรู้ในสิ่งนั้นก่อน”</p>
<p>ส่วนตัวพิพัฒน์เชื่อว่า การสร้างสมดุลระหว่างเรื่อง “งาน” และ “ครอบครัว” เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เวลาที่ให้กับครอบครัวสำคัญพอกับเวลาที่ให้กับงาน ถ้าถึงเวลาของครอบครัวก็พยายามตัดเรื่องงานออกไป ลูกเราๆ เลี้ยงเขาได้อย่างมากก็ 10 ปี เขาก็จะเป็นของโรงเรียนส่วนหนึ่ง เพื่อนส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้นเชื่อว่า 10 ปีแรก ที่เราต้องลงทุนกับเขาเยอะสร้างพื้นฐานให้กับเขาและเป็นช่วงที่เขาจะฟังเรา มากที่สุด ปัจจุบันเด็กโตเร็วขึ้น อายุ 12 &#8211; 13 ปี เขาก็จะไปอยู่กับโรงเรียนกับเพื่อนแล้ว การจัดเวลาจึงสำคัญ ในเรื่องของการ “จัดสรรเงินลงทุน” ถ้าทำผิดยังแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ แต่การ “ จัดสรรเวลา ” ถ้าผิดเวลามีแต่หมดไป เพราะ 1 นาที ที่หายไปแล้วก็หายไปเลย เราจะบริหารอย่างไร ดังนั้นสิ่งสำคัญคือต้องบาลานซ์เรื่องงานกับครอบครัวด้วย จะทุ่มงานหมดก็ไม่ได้ ทุ่มครอบครัวหมดก็ไม่ได้เช่นกัน</p>
<p>เนื่องจากพิพัฒน์เองเป็น “คริสเตียน” ที่มีความเชื่อว่าความสามารถทั้งหมดไม่ได้มาจากตัวเราแต่เป็นการให้มาจากพระ เจ้า ดังนั้นเป้าหมายของเขาจึงขอแค่ผลตอบแทนที่ต่อสู้กับเงินเฟ้อได้ในระยะยาว พร้อมกับนำเงินที่หามาได้ในแต่ละเดือนนั้นส่งคืนให้พระเจ้า 10% ทุกเดือนเท่านั้นเอง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livingtech.in.th/?feed=rss2&amp;p=165</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เวลางาน “สุดตัว” เวลาส่วนตัว “สุดใจ”</title>
		<link>http://www.livingtech.in.th/?p=162</link>
		<comments>http://www.livingtech.in.th/?p=162#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 04 Sep 2010 04:37:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Living]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livingtech.in.th/?p=162</guid>
		<description><![CDATA[การทุ่มเวลาให้กับงาน จนลืมความสำคัญกับตัวเอง ไม่ใช่ชีวิตที่ถูกต้อง เพราะเวลาที่เราเจ็บป่วย ก็จะมีแต่คนที่รักเราเท่านั้นคอยดูแล ผม เป็นนักสะสมครับ แต่ไม่ได้เป็นของมีค่าอะไร เฉลยเลยว่าเป็น “Mail” ที่ได้ forward กันต่อๆ มา ซึ่งยอมรับว่าวันนี้มีไม่ต่ำกว่าหลักห้าร้อยแล้ว และแต่ละเรื่องก็ดีๆ เก็บไว้ใน Folder ส่วนตัว ว่างเป็นเมื่อไหร่ ก็หยิบมาอ่าน หลายๆ อันสอนคติการใช้ชีวิต ให้มองมุมใหม่ บางอันเตือนเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับเป็นเด็กที่อ่านแล้ว ไม่รู้จักจำ ไม่เอาไปใช้สักที ล่าสุด ผมสบโอกาสกลับไปอ่านบทสัมภาษณ์ของ “ดร.อภิวัฒน์” หรือชื่อใหม่ “ดร.วรฑา” ที่ลงในคมชัดลึกฉบับเดือนกันยายน ปี 48 อีกครั้ง อ่านจบปุ๊บ ก็ถึงกับตาสว่าง อดเอามาเล่าต่อไม่ได้ เป็นคติเตือนใจมากๆ เลยกราบขออนุญาตครอบครัว “วัฒนะชยังกูล” มาด้วยความเคารพ โดยการยกเอาบางประโยคมานะครับ “การทุ่มเวลาให้กับงาน จนลืมความสำคัญกับตัวเอง ไม่ใช่ชีวิตที่ถูกต้อง เพราะเวลาที่เราเจ็บป่วย ก็จะมีแต่คนที่รักเราเท่านั้นคอยดูแล หากเหตุผลของการทำงานหนักคือเพื่อเลี้ยงดูลูกเมีย ในที่สุดแล้ว ผลที่เกิดขึ้นก็จะมีแต่ลูกเมียเท่านั้นที่ได้รับความทุกข์นี้” คำสัมภาษณ์ข้างบน ทำให้ผมนึกถึงอีกประโยคที่มีคนเสียดสีไว้อย่างเจ็บปวด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การทุ่มเวลาให้กับงาน จนลืมความสำคัญกับตัวเอง ไม่ใช่ชีวิตที่ถูกต้อง เพราะเวลาที่เราเจ็บป่วย ก็จะมีแต่คนที่รักเราเท่านั้นคอยดูแล</p>
<p>ผม เป็นนักสะสมครับ แต่ไม่ได้เป็นของมีค่าอะไร เฉลยเลยว่าเป็น “Mail” ที่ได้ forward กันต่อๆ มา ซึ่งยอมรับว่าวันนี้มีไม่ต่ำกว่าหลักห้าร้อยแล้ว และแต่ละเรื่องก็ดีๆ เก็บไว้ใน Folder ส่วนตัว</p>
<p>ว่างเป็นเมื่อไหร่ ก็หยิบมาอ่าน หลายๆ อันสอนคติการใช้ชีวิต ให้มองมุมใหม่ บางอันเตือนเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับเป็นเด็กที่อ่านแล้ว ไม่รู้จักจำ ไม่เอาไปใช้สักที</p>
<p>ล่าสุด ผมสบโอกาสกลับไปอ่านบทสัมภาษณ์ของ “ดร.อภิวัฒน์” หรือชื่อใหม่ “ดร.วรฑา” ที่ลงในคมชัดลึกฉบับเดือนกันยายน ปี 48 อีกครั้ง อ่านจบปุ๊บ ก็ถึงกับตาสว่าง อดเอามาเล่าต่อไม่ได้ เป็นคติเตือนใจมากๆ<br />
<span id="more-162"></span><br />
เลยกราบขออนุญาตครอบครัว “วัฒนะชยังกูล” มาด้วยความเคารพ โดยการยกเอาบางประโยคมานะครับ</p>
<p>“การทุ่มเวลาให้กับงาน จนลืมความสำคัญกับตัวเอง ไม่ใช่ชีวิตที่ถูกต้อง เพราะเวลาที่เราเจ็บป่วย ก็จะมีแต่คนที่รักเราเท่านั้นคอยดูแล หากเหตุผลของการทำงานหนักคือเพื่อเลี้ยงดูลูกเมีย ในที่สุดแล้ว ผลที่เกิดขึ้นก็จะมีแต่ลูกเมียเท่านั้นที่ได้รับความทุกข์นี้”</p>
<p>คำสัมภาษณ์ข้างบน ทำให้ผมนึกถึงอีกประโยคที่มีคนเสียดสีไว้อย่างเจ็บปวด “ต่อให้เราทำงานหนักแค่ไหน ถ้าตายในหน้าที่ สุดท้ายบริษัทก็ให้ได้แค่พวงหรีด และเงินใส่ซองทำบุญ”</p>
<p>ใจหนึ่งผมไม่เห็นด้วย เพราะไม่คิดว่าเราต้องมองโลกในแง่ลบขนาดนี้ และบริษัทก็ไม่ได้ใจร้ายเสมอไป แต่อีกใจหนึ่ง เมื่อมองโลกตามความเป็นจริง ก็เริ่มเข้าใจ</p>
<p>คนที่พูดประโยคนี้คนแรก คงไม่มีอะไรไปกว่า ต้องการเตือนสติให้มนุษย์เงินเดือนทั้งหลายเข้าใจสัจธรรมของโลก และสร้างสมดุลชีวิตให้มากที่สุด</p>
<p>เพราะชีวิตไม่ได้มีเพียงด้านเดียว การใช้ชีวิตเพื่องานอย่างสุดโต่ง จนหลงลืมสิ่งรอบตัวอื่นๆ สุดท้ายอาจไม่เหลือชีวิตให้ใช้ก็ได้</p>
<p>ผมเองตอนเด็กก็เคยเชื่อผิดๆ ว่าบริษัทขาดคนอย่างเราไม่ได้ ขนาดมีวันพักร้อนก็ไม่ค่อยใช้ เจ็บป่วยยังไม่อยากลา จนเมื่อโตขึ้น จึงได้รู้ว่าเป็นการสำคัญตัวผิดเอามากๆ</p>
<p>และบริษัทเอง ก็ไม่ยินดีถ้าชีวิตนี้เราจะสะกดแต่คำว่า “งาน” อย่างเดียว</p>
<p>เรื่องเดียวกันนี้ ผมเคยนั่งคุยกับเพื่อนบนโต๊ะอาหาร หลายคนถึงกับเล่าทั้งน้ำตาให้เป็นอุทาหรณ์ ตัวเองทุ่มเทกับงานสุดๆ บ้านช่องไม่กลับ จนลืมพ่อ ลืมบทบาทหน้าที่ของลูกที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด</p>
<p>วันที่ท่านล้มป่วย ต้องรักษาตัวและจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ถึงได้รู้ว่าที่ผ่านมา เดินเกมผิดพลาดมาตลอด ไม่สามารถย้อนนาฬิกาชีวิตกลับไปแก้อะไรได้แล้ว สิ่งที่เหลือก็เป็นเพียงความทรงจำไว้เตือนใจ ไม่ให้ย้ำรอยประวัติศาสตร์เดิมๆ แต่อย่าเข้าใจผิดว่า ผมกำลังสอนให้เอาเปรียบองค์กร เพราะผมไม่ได้มีใจเยี่ยงนั้น การทำงานก็ต้องเต็มที่ ทำด้วยใจรัก และสุดกำลังความสามารถ โดยคิดเสมือนว่าเป็นธุรกิจของตัวเอง</p>
<p>แต่อีกนั่นแหละ ชีวิตจริงไม่ได้มีแค่งานเท่านั้น สมการของงานเท่ากับเงิน แต่ก็เป็นเพียงเพื่อการหาเสบียงไว้เลี้ยงตัว ลำพังงานกับเงิน ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย</p>
<p>บริบทของชีวิตยังมีพ่อ มีแม่ มีลูก มีเพื่อน มีคนรัก ที่สำคัญมี “ตัวเอง” ที่ทั้งหมดทั้งมวลต้องอาศัย “ใจ” ในการดูแลไม่แพ้กับ “งาน”</p>
<p>ลูกน้องผมคนหนึ่ง กำลังมีลูกวัยน่ารัก พูดน่าคิด “พอกลับบ้านทีไร ลูกหลับแล้วทุกที เวลาที่มีให้เขาหายไปทุกวันๆ เอาอะไรมาชดเชยก็ไม่ได้ ไม่เหมือนกับงาน ต่อให้เรากลับเร็ว พรุ่งนี้มาก็ต้องเจออยู่ดี มันไม่หนีไปไหนหรอก”</p>
<p>ผมเห็นด้วยล้านเปอร์เซ็นต์…ถึงเราทอดทิ้งงานแค่ไหน กลไกขององค์กร การควบคุมจากนายจ้าง การประเมินผล ก็ผลักดันให้เรากลับมาสนใจอยู่วันยังค่ำ</p>
<p>แต่ครอบครัวไม่ใช่ ถ้าล้มเหลว แตกแยก ขาดการเอาใจใส่ บางครั้งบางทีก็เอาคืนมาลำบาก หรือกลับมาแล้ว ความรู้สึกก็ไม่เหมือนเดิม ไม่ต่างกับแก้วที่ร้าว หรือกระจกที่เริ่มมีรอย</p>
<p>คิดจะซ่อมน่ะหรือ? ยังไง ความสวยก็กลับมาไม่ถึงครึ่งของๆ เดิมที่เคยมีหรอก</p>
<p>หรือเพราะลึกๆ เราคิดว่าพ่อ แม่ คนในครอบครัว คือของตายที่ไม่มีวันทิ้งเรา</p>
<p>ลองกลับไปทบทวนดีๆ ถ้าใครคิดแบบนี้จริงๆ ผมว่าน่าน้อยใจแทนพวกเขานะครับ</p>
<p>สำหรับคนที่เป็นเจ้าคนนายคน อยากย้ำว่าการให้ Reward กับพนักงาน บางครั้งอาจไม่สำคัญเท่ากับการให้ “ใจ” ที่คนรับรู้สึกและสัมผัสได้</p>
<p>ตกเย็น ผมอยากเห็นภาพที่เจ้านายตบไหล่ลูกน้อง พร้อมกับย้ำให้กลับบ้านกลับช่อง ไปดูแลคนที่รัก หรือไปใช้ชีวิตส่วนตัวอย่างอื่น ไม่ใช่จมอยู่กับงานแต่อย่างเดียว</p>
<p>ที่สำคัญเมื่อกลับบ้าน ก็ต้องถึงบ้านแบบจริงๆ ไม่ต้องเอางานหรือความเครียดผูกติดหลังไปด้วย ความสุขที่บ้าน คือการได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ทำกิจกรรมร่วมกัน</p>
<p>ไม่ใช่กลับมา แต่ก็เลือกที่จะนั่งหน้าเครียดอยู่บน laptop ทำงานอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง ให้ลูกๆ หรือคนในครอบครัวนั่งมองตาปริบๆ</p>
<p>ผมสนุกและคิดต่อว่า หลักสูตร Training ขององค์กรทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ เน้นไปทางความรู้ ทักษะที่มุ่งหวังให้พนักงานเอากลับมาทุ่มเทพัฒนาบริษัท แต่ละเลยคอร์สที่สอนการใช้ชีวิต ความรัก ความสุขต่อปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ทั้งที่เวลา 24 ชั่วโมงต่อวัน งาน represent เพียงแค่หนึ่งในสามเท่านั้น</p>
<p>การได้สอนให้พนักงานใช้ชีวิตให้เป็น ในมุมกลับจะเป็นผลดีต่อองค์กรด้วยซ้ำ งานวิจัยก็เคยมีให้เห็นแล้ว คนที่มีปัญหาส่วนตัว หรือปัญหาครอบครัว จะลงเองด้วยความเครียด และทำงานไม่ค่อยดีเท่าไหร่</p>
<p>ชีวิตไม่ใช่ละคร คนเขียนบท ผู้กำกับ คนเล่นก็คือตัวเอง โดยแวดล้อมและบริบท มีตัวแสดงหลากหลาย งาน ก็คือชีวิต ครอบครัวก็คือชีวิต ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ การสร้างสมดุลให้เกิดจึงเป็นเรื่องสำคัญ และท้าทายมนุษย์เงินเดือนอย่างพวกเรามากๆ</p>
<p>คติง่ายๆ ทิ้งท้ายไว้ครับ เวลางานต้อง “สุดตัว” เวลาส่วนตัวก็ “สุดใจ” ไปเลยครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livingtech.in.th/?feed=rss2&amp;p=162</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จัดบ้านให้สมองดี ตอน “จัดบ้านพัฒนาความจำ”</title>
		<link>http://www.livingtech.in.th/?p=160</link>
		<comments>http://www.livingtech.in.th/?p=160#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 04 Sep 2010 04:35:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Living]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livingtech.in.th/?p=160</guid>
		<description><![CDATA[เชื่อหรือไม่การจัดบ้านเป็นการกระตุ้นให้สมองทำงานได้ดี ไม่เชื่อลองจัดดู &#8220;หนูดี&#8221; แนะนำเทคนิคการจัดบ้านอย่างฉลาด ตอน ที่แล้วเราคุยกันเรื่องการจัดบ้านให้ดีกับสมอง บนพื้นฐานงานวิจัยของ Caine &#38; Caine’s (1993) กันไปแล้วในเรื่องการไม่ปล่อยบ้านให้รก และการดูแลเรื่องอารมณ์ วันนี้ เรามาดูกันต่อเรื่อง “ความจำ” ซึ่งเป็นเรื่องบาดใจของใครหลายคนกันดีกว่าค่ะ สมองเรามีระบบความจำสองแบบ เราแบ่งง่ายๆเป็น “การจำแบบท่องจำ” เช่น เวลาที่เราต้องท่องจำวิชาต่างๆ หรือ จำข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ที่จำเป็น  และ “การจำแบบลงมือทำ” เช่น การขี่จักรยาน การเล่นคอมพิวเตอร์ เมื่อเรารู้ว่า สมองมีการจำอยู่สองแบบ คือ ท่องจำ กับ ลงมือทำ เราจึงต้องจัดมุมของบ้านไว้ให้การจำทั้งสองแบบ เช่น มีมุมสำหรับการท่องจำที่ต้องใช้ความสงบนิ่งและความคิด ไม่ควรมีเสียงรบกวน หรือหากจะมีเสียงเพลงก็ควรต้องเลือกเพลงบรรเลง ควรมีกลิ่นหอม เช่น มีเทียนอโรมา หรือ ใช้พ็อตพู หรือใบเตยแห้ง มะลิแห้งก็ได้ มุมนี้ควรสงบและผ่อนคลายมากที่สุด ส่วนอีกมุมหนึ่งคือ “การจำแบบลงมือทำ” ก็ควรใช้กับกิจกรรมที่ต้องฝึกซ้อม เช่น การเล่นเปียโน การขี่จักรยาน การเล่นขิม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter" title="จัดบ้านให้สมองดี ตอน “จัดบ้านพัฒนาความจำ”" src="http://www.bangkokbiznews.com/home/media/2010/08/20/images/news_img_348962_1.jpg" alt="" width="460" height="306" /></p>
<p>เชื่อหรือไม่การจัดบ้านเป็นการกระตุ้นให้สมองทำงานได้ดี ไม่เชื่อลองจัดดู &#8220;หนูดี&#8221; แนะนำเทคนิคการจัดบ้านอย่างฉลาด</p>
<p>ตอน ที่แล้วเราคุยกันเรื่องการจัดบ้านให้ดีกับสมอง บนพื้นฐานงานวิจัยของ Caine &amp; Caine’s (1993) กันไปแล้วในเรื่องการไม่ปล่อยบ้านให้รก และการดูแลเรื่องอารมณ์ วันนี้ เรามาดูกันต่อเรื่อง “ความจำ” ซึ่งเป็นเรื่องบาดใจของใครหลายคนกันดีกว่าค่ะ<br />
<span id="more-160"></span><br />
สมองเรามีระบบความจำสองแบบ เราแบ่งง่ายๆเป็น “การจำแบบท่องจำ” เช่น เวลาที่เราต้องท่องจำวิชาต่างๆ หรือ จำข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ที่จำเป็น  และ “การจำแบบลงมือทำ” เช่น การขี่จักรยาน การเล่นคอมพิวเตอร์</p>
<p>เมื่อเรารู้ว่า สมองมีการจำอยู่สองแบบ คือ ท่องจำ กับ ลงมือทำ เราจึงต้องจัดมุมของบ้านไว้ให้การจำทั้งสองแบบ เช่น มีมุมสำหรับการท่องจำที่ต้องใช้ความสงบนิ่งและความคิด ไม่ควรมีเสียงรบกวน หรือหากจะมีเสียงเพลงก็ควรต้องเลือกเพลงบรรเลง ควรมีกลิ่นหอม เช่น มีเทียนอโรมา หรือ ใช้พ็อตพู หรือใบเตยแห้ง มะลิแห้งก็ได้ มุมนี้ควรสงบและผ่อนคลายมากที่สุด</p>
<p>ส่วนอีกมุมหนึ่งคือ “การจำแบบลงมือทำ” ก็ควรใช้กับกิจกรรมที่ต้องฝึกซ้อม เช่น การเล่นเปียโน การขี่จักรยาน การเล่นขิม การต่อรถยนต์ กิจกรรมที่สองนี้ต้องใช้พื้นที่กว้างและเสียงมักดัง แต่ก็เป็นความจำอีกประเภทหนึ่งที่สมองต้องการเช่นเดียวกัน</p>
<p>สมองย่อยข้อมูลทั้งภาพรวมและรายละเอียดปลีกย่อยพร้อมกัน คนมักคิดว่าสมองซีกซ้ายและซีกขวาของเราทำงานแยกส่วนกัน แต่สิ่งที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์คือ สมองทั้งสองซีกทำงานสอดประสานกันอยู่ตลอดเวลา ด้วยการสื่อสารผ่านเส้นใยไฟเบอร์ตรงกลางชุดหนึ่งที่ชื่อว่า “คอร์พัส โคลอสซั่ม”</p>
<p>สมองจะทั้งเห็นภาพรวมและประมวลผลรายละเอียดปลีกย่อยไปพร้อมกัน ไม่แยกจากกันโดยสิ้นเชิงค่ะ รวมถึงการที่คนชอบเชื่อว่า สมองซีกซ้ายเป็น “นักวิเคราะห์” และสมองซีกขวาเป็น “นักจินตนาการ” ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว มนุษย์เรามีทั้งสองสิ่งอยู่ในตัวตลอดเวลา</p>
<p>แนะนำวิธีจัดบ้าน<br />
หาก เราเห็นลูกชอบวาดรูป ชอบสีสัน ก็อย่าเพิ่งเหมาว่า ลูกฉันเป็นศิลปิน หรือ ถ้าเราเห็นลูกช่างซักช่างถามช่างสังเกต ก็อย่าเพิ่งรีบสรุปว่าลูกฉันโตขึ้นเหมาะเป็นนักวิทยาศาสตร์ เราไม่มีวันสรุปได้ง่ายดายเช่นนั้นตั้งแต่ลูกยังอายุน้อยหรอกค่ะ เพราะจริงแล้ววันหนึ่งลูกอาจเลือกเป็นทั้งคู่เลยก็ได้</p>
<p>ดังนั้น หน้าที่ของเราในบ้าน คือ การจัด “เวที” ไว้ให้ลูกแสดงความสามารถทั้งสองด้าน &#8230;ให้สมกับที่เขามีสมองทั้งสองซีก วันหนึ่งข้างหน้าเมื่อต้องก้าวไปในโลกใบใหญ่ๆ ลูกของเราก็จะได้มีตัวเลือกมากกว่าหนึ่งค่ะ</p>
<p>สมองไม่ได้เรียนรู้เฉพาะด้วยสมองเท่านั้นนะคะ ร่างกายก็ช่วยเรื่องเรียนรู้ได้เช่นกัน<br />
การออกกำลังกายเป็นเครื่องบำรุงสมองชั้นดีทำให้สมองได้ออกซิเจนไปหล่อเลี้ยง ทำให้สมองโล่ง คิดได้ดีขึ้น สมองเรามีน้ำหนักแค่ประมาณ 2% ของร่างกายแต่ต้องการออกซิเจนไปใช้ถึง 20% ของการหายใจหนึ่งครั้งของเราทีเดียวนะคะ คิดดูก็แล้วกันว่า การนำออกซิเจนขึ้นไปสมองนั้น สำคัญแค่ไหน</p>
<p>ส่วนอาหารก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน สมองต้องการอาหารดีๆ ไปหล่อเลี้ยง โดยจัดกลุ่มง่ายๆ ว่า<br />
อาหารสมองคือ อาหารจากพืช + อาหารจากสัตว์</p>
<p>และวิธีรับประทานก็คือ รับประทานอาหารพืช (ข้าวกล้อง ผักใบเขียว เมล็ดถั่ว เต้าหู้ ฯลฯ) ให้มากกว่า อาหารจากสัตว์</p>
<p>ส่วนอาหารกลุ่มที่ต้องระวังคือ “อาหารขยะ” อันประกอบด้วยแป้งขัดขาวและน้ำตาลทรายขาว แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ให้ทานน้อยที่สุดค่ะ คนมักกังวลว่า กินอาหารอะไรดีถึงบำรุงสมอง แต่หนูดีว่า อะไรก็ไม่สำคัญเท่า กินอาหารสุขภาพครบหมู่ กินให้ตรงเวลา ไม่อดไม่หิวนานเกินไป เท่านั้นก็สุดยอดแล้วค่ะ</p>
<p>แนะนำวิธีจัดบ้าน<br />
พูด ถึงเรื่องร่างกายแล้ว ก็ต้องพูดถึงเรื่องห้องครัวอย่างแน่นอน เพราะอาหารคือสิ่งที่เราใช้บำรุงร่างกาย แต่สิ่งหนึ่งที่เราอาจมองข้ามไปก็คือ ทุกครั้งที่เราบำรุงร่างกายเราก็กำลังบำรุงสมองไปด้วยพร้อมกัน</p>
<p>สิ่งที่พ่อแม่เลือกซื้อมาใส่ไว้ในตู้ในครัว จะมีผลกับพฤติกรรมการกินของลูกไปตลอดชีวิต วิธีการเลือกอาหารเข้าครัวของบ้านสมองดี จะประกอบด้วยข้าวซ้อมมือเป็นหลักไว้ก่อน งดใช้น้ำตาลขัดขาวโดยสิ้นเชิง เลี่ยงไปใช้น้ำตาลทรายแดงหรือน้ำผึ้ง ใช้เกลือทะเลสะอาดที่ไม่ผสมไอโอดีน เลือกผักสดสะอาดที่มีอย่างน้อย 5 สีในหนึ่งวันเสมอ รับประทานเนื้อสัตว์ได้ แต่สลับกับเต้าหู้พอสมควร ส่วนพ่อแม่ เนื่องจากใช้ร่างกายมาหลายสิบปีแล้ว สักเดือนละครั้งควร “ล้างพิษ” เสียหนึ่งวันในสุดสัปดาห์ด้วยวิธีที่เหมาะกับตัวเอง (ปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ) และถ้าเราทำสิ่งนี้ให้ลูกเห็นจนชินแล้ว เขาจะมีพฤติกรรมการกินที่เป็นมิตรกับสมองเขาไปตลอดเวลาที่เหลือในชีวิตค่ะ</p>
<p>ทั้งการฝึกความจำ การออกกำลังกาย และการกินอาหารตามที่สมองต้องการนั้น เป็นเรื่องที่ดีมาก และที่น่าสนุกที่สุดก็คือ เราสามารถเริ่มทำสิ่งเหล่านี้ได้ในบ้านของเราเองค่ะ</p>
<p>ติดตามหนูดีที่ www.twitter.com/nudi_vanessa และ www.facebook.com/mindbrain</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livingtech.in.th/?feed=rss2&amp;p=160</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>งานเลี้ยง&#8230;สไตล์รักษ์โลก</title>
		<link>http://www.livingtech.in.th/?p=158</link>
		<comments>http://www.livingtech.in.th/?p=158#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 04 Sep 2010 04:33:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Living]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livingtech.in.th/?p=158</guid>
		<description><![CDATA[แทนที่จะเสิร์ฟน้ำดื่มบรรจุขวดพลาสติกแบบเดิมๆ ทุกวันนี้โรงแรมหรูอย่างโอเรียนเต็ลใช้วิธีเสิร์ฟน้ำด้วยเหยือกให้กับแขก แทน ที่จะเสิร์ฟน้ำดื่มบรรจุขวดพลาสติกแบบเดิมๆ ทุกวันนี้โรงแรมหรูอย่างโอเรียนเต็ลใช้วิธีเสิร์ฟน้ำด้วยเหยือกให้กับแขก เพราะขวดพลาสติกไม่เพียงย่อยสลายยาก แต่ยังเป็นการใช้ทรัพยากรเกินจำเป็น เพราะส่วนใหญ่แล้วไม่ค่อยมีใครดื่มน้ำจนหมดขวด นี่เป็นตัวอย่างไอเดียเล็กๆ ของการร่วมกันรับผิดชอบสังคมง่ายๆ โดยการนำแนวคิดสีเขียวเข้ามาใช้กับการจัดประชุม สัมมนา หรืองานสังสรรค์ต่างๆ อย่างที่เรียกกันว่า กรีนมีทติ้งส์ (Green Meetings) ซึ่ง อรรคพล สรสุชาติ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน.ออกโรงชวนบรรดาคนดังอย่าง เพ็ญสุภา คชเสนี โรงแรม แมนดาริน โอเรียนเต็ล, กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ผู้บริหารโตชิบา, กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ คนบันเทิงที่หันมาเป็นเจ้าพ่องานอีเวนท์ ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ตรงของการนำแนวคิดกรีนมีทติ้งส์ไปใช้ ซึ่งหลายเรื่องเป็นเรื่องง่ายๆ ใกล้ตัวที่เราอาจมองข้าม นอกจากการปรับเปลี่ยนวิธีเสิร์ฟน้ำด้วยเหยือก เพ็ญสุภา คชเสนี Social Director โรงแรม แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ เล่าถึงไอเดียสีเขียวอื่นๆ ที่น่าสนใจในรั้วโรงแรม เริ่มตั้งแต่บริการอาหารที่ยังคงความพรีเมียมในแบบฉบับโอเรียนเต็ล ควบคู่ไปกับการใส่ใจสิ่งแวดล้อมโดยเลือกใช้ส่วนประกอบของอาหารจากโครงการ หลวง ซึ่งเป็นอาหารที่มีอยู่ในท้องถิ่น ทั้งยังปลอดสารพิษอีกด้วย นอกจากนี้แม้แต่น้ำตาลที่เสิร์ฟพร้อมชากาแฟ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter" title="านเลี้ยง...สไตล์รักษ์โลก" src="http://www.bangkokbiznews.com/home/media/2010/09/03/images/news_img_351260_1.jpg" alt="" width="460" height="311" /></p>
<p>แทนที่จะเสิร์ฟน้ำดื่มบรรจุขวดพลาสติกแบบเดิมๆ ทุกวันนี้โรงแรมหรูอย่างโอเรียนเต็ลใช้วิธีเสิร์ฟน้ำด้วยเหยือกให้กับแขก</p>
<p>แทน ที่จะเสิร์ฟน้ำดื่มบรรจุขวดพลาสติกแบบเดิมๆ ทุกวันนี้โรงแรมหรูอย่างโอเรียนเต็ลใช้วิธีเสิร์ฟน้ำด้วยเหยือกให้กับแขก เพราะขวดพลาสติกไม่เพียงย่อยสลายยาก แต่ยังเป็นการใช้ทรัพยากรเกินจำเป็น เพราะส่วนใหญ่แล้วไม่ค่อยมีใครดื่มน้ำจนหมดขวด<br />
<span id="more-158"></span><br />
นี่เป็นตัวอย่างไอเดียเล็กๆ ของการร่วมกันรับผิดชอบสังคมง่ายๆ โดยการนำแนวคิดสีเขียวเข้ามาใช้กับการจัดประชุม สัมมนา หรืองานสังสรรค์ต่างๆ อย่างที่เรียกกันว่า กรีนมีทติ้งส์ (Green Meetings)</p>
<p>ซึ่ง อรรคพล สรสุชาติ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน.ออกโรงชวนบรรดาคนดังอย่าง เพ็ญสุภา คชเสนี โรงแรม แมนดาริน โอเรียนเต็ล, กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ผู้บริหารโตชิบา, กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ คนบันเทิงที่หันมาเป็นเจ้าพ่องานอีเวนท์ ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ตรงของการนำแนวคิดกรีนมีทติ้งส์ไปใช้ ซึ่งหลายเรื่องเป็นเรื่องง่ายๆ ใกล้ตัวที่เราอาจมองข้าม</p>
<p>นอกจากการปรับเปลี่ยนวิธีเสิร์ฟน้ำด้วยเหยือก เพ็ญสุภา คชเสนี Social Director โรงแรม แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ เล่าถึงไอเดียสีเขียวอื่นๆ ที่น่าสนใจในรั้วโรงแรม เริ่มตั้งแต่บริการอาหารที่ยังคงความพรีเมียมในแบบฉบับโอเรียนเต็ล ควบคู่ไปกับการใส่ใจสิ่งแวดล้อมโดยเลือกใช้ส่วนประกอบของอาหารจากโครงการ หลวง ซึ่งเป็นอาหารที่มีอยู่ในท้องถิ่น ทั้งยังปลอดสารพิษอีกด้วย นอกจากนี้แม้แต่น้ำตาลที่เสิร์ฟพร้อมชากาแฟ ก็เสิร์ฟมาในภาชนะแทนการเสิร์ฟน้ำตาลเป็นซอง เพื่อให้ตักใช้ได้ในปริมาณที่พอดี</p>
<p>อีกแนวคิดที่น่าสนใจไม่น้อย คือ การตกแต่งดอกไม้ในโรงแรม ยกตัวอย่าง งานแต่งงาน ทางโรงแรมแนะนำแขกให้เลือกใช้ดอกไม้ที่มีธีมเดียวกันหรือใกล้เคียง เพื่อที่จะสามารถนำดอกไม้จากงานหมั้นในช่วงเช้ามาใช้ในงานช่วงเย็นได้ด้วย ทั้งช่วยในการประหยัดและลดการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองอีกด้วย</p>
<p>ขณะที่ กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด เล่าว่า ปีหนึ่งๆ ที่บริษัทต้องมีการจัดงานต่างๆ หลายงานมาก ไม่ว่างานประชุมสัมมนา ประชุมท่องเที่ยวนอกสถานที่ การจัดเลี้ยงรับรองผู้แทนจำหน่าย หรืองานเลี้ยงสังสรรค์พนักงาน ทางบริษัทจึงให้ความสำคัญกับการเลือกสรรรูปแบบการจัดงานให้เป็นมิตรกับสิ่ง แวดล้อมมากที่สุด อย่างเช่น พาผู้แทนจำหน่าย ลูกค้า พนักงานไปทริปอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ร่วมกันทำกิจกรรมสร้างจิตสำนึกในเรื่องธรรมชาติ</p>
<p>ด้าน กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ ผู้บริหารบริษัท เชนจ์ คอร์ปอเรชั่น อีเวนท์ เอเยนซีน้องใหม่ ให้ความเห็นว่า ในฐานะของผู้รับจัดงานสามารถมีส่วนช่วยกันผลักดันแนวคิดนี้ให้เกิดขึ้นได้ โดยที่ยังสามารถจัดงานตามโจทย์ที่ลูกค้าต้องการ แต่สอดแทรกองค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ ที่จะช่วยลดโลกร้อนในงานได้</p>
<p>กฤษณ์ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า “ครั้งหนึ่งผมเคยจัดงานในรูปแบบที่เอาแนวคิด“กรีนมีทติ้งส์” มาใช้ โดยแนะนำให้ลูกค้าจัดงานแบบเอาท์ดอร์เพื่อลดการใช้พลังงานทั้งจากไฟฟ้า และเครื่องปรับอากาศ แนะนำให้ผู้เข้าร่วมงานแต่งกายแบบลำลอง ซึ่งจะช่วยให้ไม่รู้สึกร้อน หรือต้องซักเสื้อผ้ามากชิ้น”</p>
<p>นอกจากนี้หนุ่มกฤษณ์ยังย้ำว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่ออร์แกไนเซอร์จะต้องช่วยเจ้าของงานคำนวณปริมาณอาหารที่จะ ใช้ให้อยู่ในปริมาณที่เพียงพอกับแขกในงาน จะได้ไม่ต้องเหลือทิ้งหรือหากมีอาหารเหลือจริงๆ ก็ไม่ควรทิ้ง แต่สามารถจัดการนำไปทำปุ๋ย หรือในโรงแรมบางแห่งได้มีการนำไปทำน้ำหมักชีวภาพ นอกจากนี้อาหารก็ควรปลอดสารพิษหรือออร์แกนิกฟู้ด ซึ่งหาได้ในท้องถิ่นของเรา ช่วยลดการปล่อยมลพิษจากการขนส่งลงได้อีกทางด้วย</p>
<p>แม้แต่การใส่ใจกับของชำร่วยที่ควรนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และควรผลิตจากวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม องค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ ที่จะช่วยลดโลกร้อนลงในงานได้ ซึ่งได้ประโยชน์กับทุกฝ่าย ในส่วนของเจ้าภาพงานก็ได้ภาพลักษณ์ที่ดีและได้ชื่อว่าจัดงานในรูปแบบที่เป็น มิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livingtech.in.th/?feed=rss2&amp;p=158</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อารียาเกาะเทรนด์คอนโดหรูเปิด&#8217;เอแอตติจูด&#8217;</title>
		<link>http://www.livingtech.in.th/?p=155</link>
		<comments>http://www.livingtech.in.th/?p=155#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Sep 2010 06:32:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Living]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livingtech.in.th/?p=155</guid>
		<description><![CDATA[&#8220;อารียา พร็อพเพอร์ตี้&#8221; เกาะเทรนด์ดี้คอนโด หลังอัดแคมเปญ &#8220;อยู่ฟรี 1 ปี&#8221; เร่งโอน &#8220;เอ สเปซ&#8221; คึกคักเป้าขาย 1 พัน ล. นายวิศิษฐ์ เลาหพูนรังษี ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท อารียา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผย &#8220;กรุงเทพธุรกิจ&#8221; ถึงแผนดำเนินธุรกิจในครึ่งปีหลัง 2553 ว่า ยังคงเดินหน้าขยายการลงทุนใหม่ โดยกลางเดือน ก.ย.นี้ เตรียมเปิดตัวคอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรี่โครงการใหม่ &#8220;เอ แอตติจูด&#8221; (A attitude) ซึ่งเป็นการพัฒนาที่ดินกว่า 3 ไร่ ทำเลอโศกติดกับโครงการเอ สเปซ-อโศก (ใกล้แยกพระราม 9) ซึ่งนับเป็นทำเลทองกลางเมืองแห่งใหม่ เนื่องจากใกล้สถานีรถไฟฟ้าเชื่อมต่อสนามบินแอร์พอร์ตเรลลิงค์ สถานีใหญ่มักกะสัน ที่จะเป็นจุดเช็คอินไฟลต์ ซึ่งจะเปิดบริการเต็มรูปแบบเร็วๆ นี้ และใกล้จุดขึ้น-ลงทางด่วน พระราม 9 ที่คาดว่าจะเป็นทำเลธุรกิจกิจใหม่ หลังห้างเซ็นทรัล รัชดาฯ ก่อสร้างแล้วเสร็จ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter" title="อารียาเกาะเทรนด์คอนโดหรูเปิด'เอแอตติจูด'" src="http://www.bangkokbiznews.com/home/media/2010/08/31/images/news_img_350720_1.jpg" alt="" width="460" height="299" /></p>
<p>&#8220;อารียา พร็อพเพอร์ตี้&#8221; เกาะเทรนด์ดี้คอนโด หลังอัดแคมเปญ &#8220;อยู่ฟรี 1 ปี&#8221; เร่งโอน &#8220;เอ สเปซ&#8221; คึกคักเป้าขาย 1 พัน ล.</p>
<p>นายวิศิษฐ์ เลาหพูนรังษี ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท อารียา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผย &#8220;กรุงเทพธุรกิจ&#8221; ถึงแผนดำเนินธุรกิจในครึ่งปีหลัง 2553 ว่า ยังคงเดินหน้าขยายการลงทุนใหม่ โดยกลางเดือน ก.ย.นี้ เตรียมเปิดตัวคอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรี่โครงการใหม่ &#8220;เอ แอตติจูด&#8221; (A attitude) ซึ่งเป็นการพัฒนาที่ดินกว่า 3 ไร่ ทำเลอโศกติดกับโครงการเอ สเปซ-อโศก (ใกล้แยกพระราม 9) ซึ่งนับเป็นทำเลทองกลางเมืองแห่งใหม่ เนื่องจากใกล้สถานีรถไฟฟ้าเชื่อมต่อสนามบินแอร์พอร์ตเรลลิงค์ สถานีใหญ่มักกะสัน ที่จะเป็นจุดเช็คอินไฟลต์ ซึ่งจะเปิดบริการเต็มรูปแบบเร็วๆ นี้ และใกล้จุดขึ้น-ลงทางด่วน พระราม 9 ที่คาดว่าจะเป็นทำเลธุรกิจกิจใหม่ หลังห้างเซ็นทรัล รัชดาฯ ก่อสร้างแล้วเสร็จ<br />
<span id="more-155"></span><br />
เปิดคอนโดหรูจุดขายไฮเทค</p>
<p>โครงการเอ แอตติจูด จะเป็นคอนโดระดับลักซ์ชัวรี่ มีจุดขายในความเป็นคอนโดหรูที่ต่างจากโครงการทั่วไป ทั้งรูปแบบอาคารและฟังก์ชันพื้นที่ใช้สอยภายใน ซึ่งเป็นอาคารสูง 39 ชั้น มูลค่า 2,100 ล้านบาท ออกแบบสไตล์โมเดิร์น จำนวน 467 ยูนิต พื้นที่รวมกว่า 2 หมื่น ตร.ม. มีให้เลือก 3 แบบ คือ 1 ห้องนอน ขนาด 43.24 ตร.ม. 360 ยูนิต สองห้องนอน ขนาด 62.87-68.12 ตร.ม. 107 ยูนิต และเพนท์เฮ้าส์ 2 ชั้น นอกจากนี้ มีคลับเฮ้าส์ขนาดใหญ่ที่ชั้น 4 ของอาคาร ซึ่งมีความเป็นส่วนตัวสูง</p>
<p>จุดขายใหม่ของโครงการนี้ คือ ระบบที่ตอบโจทย์ความเป็นที่อยู่อาศัยระดับลักซ์ชัวรี่ที่แท้จริง ทั้งระบบ One Card Solution จัดการ-รักษาความปลอดภัย ด้วยคีย์การ์ดใบเดียว ตั้งแต่เข้าอาคาร เรียกลิฟต์ กำหนดชั้น เข้า-ออกห้องพัก ฯลฯ ที่สำคัญ มีระบบจอดรถอัจฉริยะที่แพร่หลายในต่างประเทศ แต่ไทยยังไม่มีใช้สำหรับคอนโดพักอาศัย คือ ระบบเครื่องจอดรถแมคคานิค ปาร์คกิ้ง เทคโนโลยีจากเกาหลี และญี่ปุ่น ซึ่งอารียาจะนำมาใช้เป็นโครงการแรก ซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยจอดรถให้กับลูกค้า เมื่อขับรถเข้าจอดที่จุดรับรถ จัดไว้ 4 จุด จากนั้นระบบจะนำรถเข้าไปเก็บในที่จอดเองโดยอัตโนมัติ</p>
<p>ด้านราคาขายกำหนดไว้เฉลี่ยที่ ตร.ม.ละ 9 หมื่นบาทขึ้นไป ราคาเริ่มต้นต่อยูนิตกว่า 4 ล้านบาทขึ้นไป โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนสินเชื่อด้านก่อสร้างจาก ธ.ไทยพาณิชย์ 900 ล้านบาท จะเริ่มการก่อสร้าง ในปี 2554 คาดจะแล้วเสร็จในปี 2555</p>
<p>เป้ารายได้ปีนี้ 3.5-4 พันล้าน</p>
<p>ส่วนยอดรายได้ปีนี้ ผู้บริหารอารียาเผยว่าล่าสุดมีสินค้าขายรอโอนเป็นแบ็คล็อกอยู่ราว 700 ล้านบาท และมีสินค้าขายพร้อมโอน 1,000 กว่าล้านบาท ในโครงการ &#8220;เอ สเปซ&#8221; ทำเลต่างๆ ซึ่งกำลังจัดแคมเปญขายอยู่ฟรี 1 ปี ที่อโศก 100 ยูนิต เกษตร 50 ยูนิต อ่อนนุช 250 ยูนิต จะเป็นรายได้เข้ามาเสริมอีกราว 1,000 ล้านบาท และครึ่งปีแรกทำรายได้แล้ว 2,250 ล้านบาท</p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีสินค้าแนวราบที่จะเปิดใหม่ในช่วงไตรมาส 3-4 เป็นมีทาวน์เฮ้าส์ โครงการ &#8220;คัลเลอร์&#8221; ที่ลาดปลาเค้า 3  โครงการ และติวานนท์ 2 โครงการ และจะเปิดเฟสใหม่ที่ลาดปลาเค้า และบางนา ซึ่งมีเป้าเปิดขายใหม่รวม 1,500 ยูนิต พร้อมกันนี้ ยังมีโครงการสร้างพร้อมโอนรวม 1,500-1,600 ล้านบาท คาดว่าจะทำให้ยอดรายได้ปีนี้เป็นไปตามเป้า 3,500-4,000 ล้านบาท</p>
<p>&#8220;ดูตัวเลขเราอาจไม่โดดเด่นนัก หากเทียบกับผู้ประกอบการรายอื่น แต่หากดูที่อินโนเวชั่น ดีไซน์และไอเดียใหม่ ผมกล้าพูดว่าอารียาเป็นผู้นำเรื่องแนวคิดมาตลอด เช่น คอนโดแบบฟูลเฟอร์นิช และการออกแบบคอนโดแบบพูลวิลล่า เราก็เป็นผู้นำ รวมถึงโครงการใหม่ที่จะนำระบบแมคคานิค ปาร์คกิ้ง เข้ามาใช้เป็นรายแรกในตลาด&#8221; นายวิศิษฐ์กล่าว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livingtech.in.th/?feed=rss2&amp;p=155</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ออฟฟิศในเมืองราคาพุ่ง บ.ต่างชาติแห่ตั้งสนง.</title>
		<link>http://www.livingtech.in.th/?p=153</link>
		<comments>http://www.livingtech.in.th/?p=153#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Sep 2010 06:31:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Living]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livingtech.in.th/?p=153</guid>
		<description><![CDATA[ซีบี ริชาร์ด เผยต่างชาติสนสำนักงานเกรดเอในกรุงเทพ แห่ตั้งสำนักงานหลังรัฐบาลหนุนไทยเป็นฮับสนักงานภูมิภาคเอเชีย นายนิธิพัฒน์ ทองพันธ์ กรรมการบริหาร บริษัท ซี บี ริชาร์ด เอลลิส (ประเทศไทย) จำกัด เปิด เผยว่า แนวโน้มอาคารเกรดเอในกรุงเทพฯ จะได้รับความสนใจจากบริษัทข้ามชาติมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง ออฟฟิศในภูมิภาคเอเชีย โดยจะให้การสนับสนุนมาตรการภาษีพิเศษกับบริษัทที่เลือกตั้งสำนักงานปฏิบัติ การภูมิภาคในไทย หรือ อาร์โอเอช ซึ่งเห็นว่าแนวโน้มการขยายตัวเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ด้านนายธนพล ศิริธนชัย กรรมการผู้จัดการบริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทมีความเชื่อมั่นว่า อาคารสำนักงานใหม่ เกรดเอ ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง จะรับความสนใจจากผู้เช่าต่างชาติ โดยอาคารสำนักงานในโครงการ ปาร์คเวนเชอร์ &#8211; ดิอีโคเพล็กซ์ ออน วิทยุ มูลค่า 5,000 ล้านบาท ที่พร้อมเปิดให้บริการในเดือนก.ย.2554 ที่ขณะนี้มีความคืบหน้ากว่า 32% โดยงานก่อสร้างมาถึงชั้นที่ 20 จากทั้งหมด 34 ชั้น (รวมชั้นใต้ดิน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ซีบี ริชาร์ด เผยต่างชาติสนสำนักงานเกรดเอในกรุงเทพ แห่ตั้งสำนักงานหลังรัฐบาลหนุนไทยเป็นฮับสนักงานภูมิภาคเอเชีย</p>
<p>นายนิธิพัฒน์ ทองพันธ์ กรรมการบริหาร บริษัท ซี บี ริชาร์ด เอลลิส (ประเทศไทย) จำกัด เปิด เผยว่า แนวโน้มอาคารเกรดเอในกรุงเทพฯ จะได้รับความสนใจจากบริษัทข้ามชาติมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง ออฟฟิศในภูมิภาคเอเชีย โดยจะให้การสนับสนุนมาตรการภาษีพิเศษกับบริษัทที่เลือกตั้งสำนักงานปฏิบัติ การภูมิภาคในไทย หรือ อาร์โอเอช ซึ่งเห็นว่าแนวโน้มการขยายตัวเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น</p>
<p>ด้านนายธนพล ศิริธนชัย กรรมการผู้จัดการบริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทมีความเชื่อมั่นว่า อาคารสำนักงานใหม่ เกรดเอ ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง จะรับความสนใจจากผู้เช่าต่างชาติ โดยอาคารสำนักงานในโครงการ ปาร์คเวนเชอร์ &#8211; ดิอีโคเพล็กซ์ ออน วิทยุ มูลค่า 5,000 ล้านบาท ที่พร้อมเปิดให้บริการในเดือนก.ย.2554 ที่ขณะนี้มีความคืบหน้ากว่า 32% โดยงานก่อสร้างมาถึงชั้นที่ 20 จากทั้งหมด 34 ชั้น (รวมชั้นใต้ดิน 1 ชั้น) ซึ่งมีทั้งอาคารสำนักงานตั้งแต่ชั้น 8-22 พื้นที่ 2.7 หมื่นตร.ม.และโรงแรมระดับ 5 ดาวจำนวน 242 ห้องตั้งแต่ชั้น 23-34 ขึ้นไป</p>
<p>สำหรับอัตราค่าเช่าพื้นที่สำนักงานนั้น ประมาณ 800-850 บาท/ตร.ม./เดือน คาดว่าจะขายพื้นที่เช่าหมด ภายในปี 2555 โดยให้ซีบี ริชาร์ดฯ ช่วยขาย จะทำให้บริษัทมีรายได้จากค่าเช่าที่เป็นรายได้ประจำต่อปี 300 ล้านบาท ขณะเดียวกันจะมีรายได้จากการพัฒนาโครงการอื่นๆ เข้ามาเสริมด้วย และจากการที่บริษัทให้ความสำคัญกับระบบงานก่อสร้าง เพื่อให้เป็นอาคารอนุรักษ์พลังงาน ทำให้ต้นทุนสูงกว่าโครงการทั่วไป 10% โดยได้ลงทุนซื้อกระจก 3 ชั้นเพื่อช่วยอนุรักษ์พลังงานจากอเมริกามาประมาณ 500 ล้านบาท แต่ด้วยกระแสโลกที่ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว ประกอบมองว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มในระยะยาวในด้านการประหยัดพลังงาน ซึ่งคาดว่าจะคุ้มภายใน 5-7%</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livingtech.in.th/?feed=rss2&amp;p=153</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
